|

1. ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี เป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งและเป็นคนแรก โดยดำรงตำแหน่งอยู่ระหว่างปี 2538 - 2544 ซึ่งในระยะแรกเป็นหลักสูตรเภสัชศาสตร์ 5 ปี ต่อมาได้มีการพัฒนาเป็นหลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต 6 ปี (สาขาวิชาบริบาลเภสัชกรรม) หรือ Doctor of Pharmacy เป็นแห่งแรกของประเทศไทย นำไปสู่หลักการของสภาเภสัชกรรม ซึ่งเป็นสภาหลักของวิชาชีพเภสัชศาสตร์ โดยทำหน้าที่เป็นผู้อนุมัติใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม เป็นผลทำให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ที่มีคณะเภสัชศาสตร์ ต้องปรับหลักสูตรเป็น 6 ปีทั้งหมด (เนื่องจาก สภาเภสัชกรรมจะรับรองเฉพาะหลักสูตร 6 ปีเท่านั้น โดยเริ่มในปี 2554) ปัจจุบัน ทำให้คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดเป็นคณะเภสัชศาสตร์ ชั้นนำของประเทศไทยและนานาชาติ ทั้งนี้ เป็นผลจากการได้รับการประเมินคุณภาพของบัณฑิตที่จบและผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารในระดับนานาชาติของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรจำนวนมาก ในแต่ละปี
2. ปี 2542- 2543 ดำรงตำแหน่งรักษาการรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยรับผิดชอบฝ่ายวิชาการทำให้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้จัดทำหลักสูตรแล้วเสร็จ สามารถเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกปีการศึกษา 2542 ใน 2 สาขา คือ สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ และสาขาวิชาเทคโนโลยีการอาหาร
3. ปี 2544 - 2552 ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร 2 สมัยติดต่อกัน ได้สร้างความเจริญก้าวหน้าให้มหาวิทยาลัยในทุกด้าน ทั้งด้านวิชาการ การบริหาร การบำรุงศิลปวัฒนธรรม และการบริการวิชาการแก่สังคม ได้ผลักดันให้มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยในกลุ่มมหาวิทยาลัยวิจัย และได้รับการประเมินจาก ส.ม.ศ ซึ่งภาพรวมทุกด้านอยู่ใน เกณฑ์ดีมาก (คะแนน 4.56 จากคะแนน 5.00) ปัจจุบันมีอาจารย์ที่มีวุฒิการศึกษาในระดับปริญญาเอกตามสาขาต่างๆ เป็นจำนวนมาก รวมทั้งได้เปิดหลักสูตร ตรี-โท-เอก และประกาศนียบัตร จำนวน 189 สาขาวิชา ซึ่งในปีการศึกษา 2551 มีนิสิตจำนวนทั้งสิ้น 25,533 คน ที่ศึกษา ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก ดังปรากฏในรายงานประจำปี 2551 ฉบับพิเศษ การพัฒนามหาวิทยาลัยนเรศวรในรอบ 8 ปี 2544 – 2551
4. การพัฒนามหาวิทยาลัยนเรศวรพะเยา เมื่อเข้ามารับหน้าที่ในตำแหน่งอธิการบดี ปี พ.ศ. 2544 ได้พิจารณาเห็นว่า วิทยาเขตสารสนเทศพะเยา ควรที่จะได้รับการพัฒนาให้เป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศ จึงได้ปรับระบบการจัดการเรียนการสอน จากระบบการสอนผ่าน VIDEO CONFERENCE SYSTEM (VCS) มาเป็นการจัดหาอาจารย์มาประจำ ทำการสอนในที่ตั้งถาวร โดยขอตั้งงบประมาณก่อสร้างอาคารสถานที่ เพิ่มหลักสูตรและสาขาวิชา เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศตามเป้าหมาย ในปี พ.ศ. 2547 ได้นำเสนอ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ที่เดินทางมาตรวจเยี่ยมจังหวัดพะเยา ขอรับการสนับสนุนการยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศ เป็นผลให้มีมติคณะรัฐมนตรีรองรับการพัฒนาตั้งแต่นั้นมา ในปี 2551 สภามหาวิทยาลัยได้เปลี่ยนชื่อ วิทยาเขตสารสนเทศพะเยา เป็น มหาวิทยาลัยนเรศวร พะเยา และปรับปรุงระบบบริหาร จากการเตรียมความพร้อมการเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศ การพัฒนาด้านต่างๆ ได้อาศัยมติ ค.ร.ม. ดังกล่าวพัฒนามหาวิทยาลัยนเรศวร พะเยา ให้มีความเจริญก้าวหน้าตลอดมา ทั้งด้านวิชาการ ด้านอาคารสถานที่ และด้านบุคลากร ทำให้สามารถรับนิสิตเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เป็นการให้โอกาสทางการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้กับนักเรียนในเขตจังหวัดภาคเหนือตอนบน ปัจจุบันมีนิสิตในระดับปริญญาตรี – โท – เอก รวม 12,004 คน เปิดทำการสอน 68 สาขาวิชา
5. ดำรงตำแหน่งรองประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยในปี 2550 และ ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยในปี 2551 ตามลำดับ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์ประกอบของคะแนนในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในระบบกลาง โดยในปีการศึกษา 2553 ได้เน้นการนำผลการเรียนในห้องเรียนของนักเรียนแต่ละคน ตามโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายของนักเรียน รวมกับคะแนนที่ได้จากการวัดศักยภาพ และความถนัดในการเข้าศึกษาในขั้นอุดมศึกษาในสาขาต่างๆ ส่งผลให้นักเรียนต้องสนใจการเรียนในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4 -5-6) มากขึ้น ซึ่งแต่เดิมนักเรียนจะไม่สนใจ และจะสนใจเฉพาะข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักเรียนแต่ละคนในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทั้งระบบรับตรงและรับกลาง ผลที่ตามมา คือ มหาวิทยาลัยจะได้นักศึกษาตามความถนัดและศักยภาพของนักเรียน เพื่อจบเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพในอนาคต ซึ่งโครงสร้างประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ
1. คะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือ GPAX
2. คะแนนแบบทดสอบการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐานหรือ O-NET
3. ความถนัดทั่วไป (General Aptitude Test) หรือ GAT และ
4. คะแนนทดสอบความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ (Professional Aptitude Test หรือ PAT)
6. การผลิตแพทย์ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข แนวคิดการผลิตแพทย์ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี ได้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีระบบการจัดการเรียนการสอน ดังนี้ คือ ปี 1-3 ซึ่งเป็นชั้น Pre-med และ Pre-clinic เรียนที่มหาวิทยาลัยนเรศวร ชั้นปี 4-5-6 ชั้น Clinic เรียนที่ โรงพยาบาลในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นการปรับรูปแบบใหม่ของการผลิตแพทย์ โดยเป็นการร่วมมือระหว่าง 2 กระทรวง คือ กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุข ทำให้เป็นการใช้ทรัพยากรบุคคลระหว่างสองกระทรวงอย่างมีประสิทธิภาพ (รูปแบบเดิมของการเรียนแพทย์ ซึ่งมีหลักสูตร 6 ปี จะเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยทั้ง 6 ชั้นปี) โดยที่ผ่านมาได้ใช้โรงพยาบาลพุทธชินราชจังหวัดพิษณุโลกเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของการผลิตแพทย์ของมหาวิทยาลัยนเรศวร โดยเริ่มปีละ 30 คน ปัจจุบันผลิตแพทย์ได้ปีละ 60 คน ต่อมาได้ขยายโครงการผลิตแพทย์ในลักษณะนี้โดยร่วมมือกับโรงพยาบาลต่างๆ ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข คือ โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ โรงพยาบาลตาก โรงพยาบาลพิจิตร โรงพยาบาลแพร่ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ และในปี 2550 มหาวิทยาลัยนเรศวรได้เปิดโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ณ จังหวัดพิษณุโลก ทำให้สามารถผลิตแพทย์เพิ่มได้อีกไม่ต่ำกว่าปีละ 30 คน กล่าวโดยสรุป คือ จากการที่คณะแพทยศาสตร์ได้ร่วมกับโรงพยาบาลสาธารณสุข 6 แห่งที่กล่าวข้างต้น รวมกับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ผลิตแพทย์ไปแล้ว ไม่ต่ำกว่า 7 รุ่น จำนวนประมาณ 500 คน (ปัจจุบันมหาวิทยาลัยนเรศวร สามารถรับนักศึกษาแพทย์ได้รุ่นละ 150 คน และมีโครงการที่จะขยายรับรุ่นละ 210 คน ในอนาคต ) จากการร่วมมือของโรงพยาบาลต่างๆ ทั้ง 7 แห่ง ผลที่ได้รับ ก็คือ เป็นการเพิ่มโอกาสให้นักเรียนในต่างจังหวัดได้เรียนแพทย์ และลดการขาดแคลนแพทย์ ซึ่งเป็นปัญหาที่รุนแรงของประเทศไทยในขณะนี้
7. การเปิดโรงเรียนมัธยมสาธิต มหาวิทยาลัยนเรศวร การขาดแคลนโรงเรียนที่ได้มาตรฐานในการสอนวิทยาศาสตร์และภาษา เป็นปัญหาสำคัญของเยาวชนในต่างจังหวัด และมีผลกระทบต่อบุตร/ธิดาของอาจารย์ และข้าราชการ และผลกระทบดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งในการที่จะให้ข้าราชการเหล่านั้นทำงานในต่างจังหวัด และเพื่อเป็นการเพิ่มแรงจูงใจที่จะทำให้อาจารย์อยู่กับมหาวิทยาลัยนับเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากอาจารย์เป็นทรัพยากรสำคัญในการผลักดันมหาวิทยาลัยสู่ความก้าวหน้า แนวคิดนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี จึงได้ขออนุมัติสภามหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อเปิดโรงเรียนมัธยมสาธิต ตั้งแต่ปี 2549 ปัจจุบันโรงเรียนมัธยมสาธิตแห่งนี้ มีความเจริญก้าวหน้าอย่างมาก และเป็นที่นิยมของอาจารย์ ข้าราชการ และประชาชนทั่วไป ที่ต้องการส่งลูกหลานเข้ามาเรียนในโรงเรียนแห่งนี้
นอกจากนี้ เพื่อให้อาจารย์ นิสิต นักศึกษา นักเรียน และประชาชนทั่วไป สามารถหาซื้อหนังสือต่างๆได้ง่าย ประหยัดค่าใช้จ่าย และมีราคาที่ไม่แพง จึงได้ร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดร้านขายหนังสือ CU-NU-Book Store ขึ้น ภายในมหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งเป็นร้านขายหนังสือขนาดใหญ่ เพื่อประโยชน์ในการบริการแก่ประชาชน ในเขตจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง และได้ดำเนินงานมาแล้วกว่า 6 ปี ปัจจุบันประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง
8. หน่วยบริการเคลื่อนที่ Mobile Unit มหาวิทยาลัยนเรศวร ตั้งอยู่ในชุมชนที่ต้องการพัฒนา และชุมชนเองก็หวังพึ่งพามหาวิทยาลัยในการที่จะเข้าไปพัฒนาให้ประชาชนในชุมชน มีสุขภาพที่ดี และมีภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี ได้เห็นความสำคัญถึงการที่มหาวิทยาลัยจำเป็นที่จะต้องเคลื่อนตัวออกจากที่ตั้ง เพื่อพบกับประชาชนและหน่วยงานราชการต่างๆ จึงได้จัดให้มี Mobile Unit ขึ้น โดยได้ออกปฏิบัติและดำเนินการมาหลายปีอย่างต่อเนื่อง และได้ปรับรูปแบบมาโดยตลอด ทำให้เข้าใจปัญหาทั้งทางด้านสุขภาพ ปัญหาทางด้านสังคม และปัญหาทางด้านเศรษฐกิจของประชาชน และผลจากการลงพื้นที่ ทำให้อาจารย์/นิสิต ได้นำปัญหาต่างๆมาทำการวิจัยเพื่อนำไปสู่การพัฒนาชุมชนและประเทศที่ยั่งยืน
9. การจัดตั้งหน่วยงานต่างๆ เพิ่มเติมในมหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นการกระตุ้นทำให้มหาวิทยาลัยนเรศวร เจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานท ี่ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี ได้ริเริ่มจัดตั้งขึ้น ในขณะดำรงตำแหน่งอธิการบดี มีดังนี้ คือ
- คณะนิติศาสตร์
- คณะสังคมศาสตร์
- คณะวิทยาการจัดการและสารสนเทศศาสตร์
- คณะสาธารณสุขศาสตร์
- วิทยาลัยนานาชาติ
- สถาบันเพิ่มความเข้มแข็งของชุมชน
- สถาบันบริหารการวิจัยและพัฒนา
- วิทยาลัยพลังงานทดแทน
- คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์
- โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร
- ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจมหาวิทยาลัยนเรศวร
- ศูนย์พม่าศึกษา
- ศูนย์ภูมิภาคเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศภาคเหนือตอนล่าง
- ศูนย์วิจัยทางด้านนาโนเทคโนโลยีและวิศวกรรมชีวภาพทางการแพทย์
- ศูนย์วิจัยเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ
- ศูนย์ทดสอบชีวมูลทางยา
- ศูนย์เทคโนโลยีทางสมุนไพร (Herb Technology)
- ศูนย์ปฏิบัติการทางดนตรี
- ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม
- หน่วยประกันคุณภาพ
- หน่วยการศึกษาทางไกล
- ศูนย์บริการวิชาการ จังหวัดเชียงราย
ฯลฯ
10. การร่วมมือกับต่างประเทศในการเปิดหลักสูตร
10.1 ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี ในขณะดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้เห็นความสำคัญในการร่วมมือกับต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระดับบัณฑิตศึกษา จึงได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย Southern Cross ประเทศ Australia ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการท่องเที่ยว จึงได้เปิดหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยว โดยทำการเรียนการสอนที่ศูนย์วิทยบริการกรุงเทพมหานคร และเมื่อจบการศึกษาจะได้รับปริญญา ทั้งจากมหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัย Southern Cross ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นเวลา 7 ปี พบว่า หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยว ของมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ตอบสนองความต้องการของผู้ดำเนินธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศเป็นอย่างมาก ดังเห็นได้จากจำนวนนิสิตที่ได้เข้าเรียนในแต่ละรุ่นเพิ่มขึ้นทุกปี นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับ ความต้องการของประเทศในสาขานี้ด้วย
10.2 การร่วมมือกับมหาวิทยาลัย New England ประเทศ Australia เพื่อการผลิตบัณฑิตหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต โดยมหาวิทยาลัย New England ได้นำตัวอย่างของมหาวิทยาลัยนเรศวรในการร่วมผลิตแพทย์ โดยการใช้การเรียนการสอนชั้น Pre-med และ Pre-clinic ในมหาวิทยาลัย ส่วนการเรียนการสอนชั้น Clinic ใช้ที่โรงพยาบาลชุมชน ทำให้มหาวิทยาลัย New England ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลประเทศ Australia ให้เปิด
คณะแพทยศาสตร์ และสามารถรับนักศึกษาแพทย์ได้ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2551 เป็นต้นมา ผลของการร่วมผลักดันโดยมหาวิทยาลัยนเรศวรครั้งนี้ ทำให้มหาวิทยาลัย New England ได้มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนของโรงเรียนมัธยมสาธิต จำนวน 4 คน เพื่อไปศึกษาในหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ณ มหาวิทยาลัย New England และมีข้อตกลงร่วมกันในการแลกเปลี่ยนนิสิตแพทย์ ชั้น Clinic อีก 8 คน โดยเป้าหมายของโครงการจะเริ่มตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นไป
11. การผลักดันพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยพะเยา พ.ศ. ....ออกเป็นกฎหมายประกาศใช้ ได้เป็นผลสำเร็จ
ในช่วงระยะเวลาที่ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร ระหว่างปี พ.ศ. 2544 -2551 และต่อมา ได้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาคณะกรรมการอำนวยการมหาวิทยาลัยนเรศวร พะเยา ได้รับมอบหมายจากสภามหาวิทยาลัยนเรศวร ให้เป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยนเรศวรในการติดตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยพะเยา พ.ศ. ....มาโดยตลอด โดยการทำหน้าที่ประสานและเป็นผู้แทนในการชี้แจงข้อมูลกับรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 8 ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาพระราชบัญญัติทางการศึกษา ตลอดจนได้รับการแต่งตั้งเป็น คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยพะเยา พ.ศ. ....(สภาผู้แทนราษฎร) และคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยพะเยา พ.ศ....(วุฒิสภา) ในการพิจารณาพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยพะเยา พ.ศ. .... จนสามารถทำให้พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยพะเยา ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อประกาศเป็นกฎหมาย เป็นผลทำให้เกิดมหาวิทยาลัยพะเยา แยกเป็นเอกเทศจากมหาวิทยาลัยนเรศวร โดยมหาวิทยาลัยพะเยา มุ่งกระจายโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาให้กับประชาชน และตอบสนองความต้องการทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการผลิตบัณฑิต ด้านการวิจัย ด้านการบริการวิชาการ และด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม นอกจากนี้ ยังเป็นการ แก้ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองแบบยั่งยืนให้กับชาวพะเยา และจังหวัดใกล้เคียง ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชนผู้ด้อยโอกาส
|