จากบ่อดินสู่นวัตกรรม ยกระดับ “ผำ” พืชน้ำแห่งอนาคตสู่สากลอย่างยั่งยืน

จากบ่อดินสู่นวัตกรรม ยกระดับ “ผำ” พืชน้ำแห่งอนาคตสู่สากลอย่างยั่งยืน
ตัวอักษร
ภาพประกอบผำ

หากพูดถึง “ผำ” หลายคนอาจนึกถึงพืชน้ำลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆ สีเขียวที่ลอยอยู่ในบ่อหรือหนองน้ำตามชนบท แต่น้อยคนจะรู้ว่าพืชน้ำชนิดนี้ อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก มีกรดอะมิโนครบทุกชนิด และกำลังกลายเป็น “อาหารแห่งอนาคต” ที่โลกกำลังจับตามอง ยิ่งไปกว่านั้น ในชุมชนแม่ปืม จังหวัดพะเยา ผำกำลังเปลี่ยนชีวิตของเกษตรกรและผู้สูงวัยหลายสิบครัวเรือน ด้วยแรงขับเคลื่อนสำคัญจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

เมื่อปัญหาในชุมชน... กลายเป็นโจทย์วิจัย

เรื่องราวนี้เริ่มขึ้นจากความตั้งใจเล็ก ๆ ของ คุณปิยะฉัตร คำวัง ประธานวิสาหกิจชุมชนแปรรูปบ้านโป่งเกลือ นิลลาพะเยา ที่ต้องการนำผำมาเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม แต่ทันทีที่ออกไปหาซื้อผำในท้องตลาด กลับพบกับปัญหาซ้อนปัญหา ทั้งปริมาณผำที่ไม่เพียงพอต่อกำลังการผลิต คุณภาพของผำไม่สม่ำเสมอ ส่งกลิ่นเหม็น และเมื่อนำไปตรวจแล็บก็พบสารปนเปื้อนไม่สามารถนำไปบริโภค หรือต่อยอดได้ ส่งผลให้แผนการผลิตต้องสะดุดและหยุดลงไป

ภาพประกอบการเพาะเลี้ยงผำ

เมื่อลองหาซื้อผำแห้งมาตรฐานจากแหล่งอื่น กลับพบว่าราคาผำแห้งที่ผ่านกระบวนการแปรรูปมาแล้วมีมูลค่าสูงถึงกิโลกรัมละ 2,000 บาท ซึ่งไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์เลยแม้แต่น้อย คุณปิยะฉัตรจึงตัดสินใจทดลองเพาะเลี้ยงเองในบ่อกะละมัง แต่ผำกลับตายไปหมดเพราะอากาศที่ร้อนจัด ออกซิเจนในน้ำมีน้อย และไม่รู้ว่าควรใส่ปุ๋ยชนิดใดเผื่อเป็นสารอาหารให้กำผำ

นั่นคือจุดที่คุณปิยะฉัตรหันมาพึ่งพาอาจารย์ที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยพะเยา และนำปัญหาทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการวิจัยอย่างจริงจัง โดยมีเงื่อนไขสำคัญที่คุณปิยะฉัตรยืนยันตั้งแต่ต้นว่า

ขอเป็นนวัตกรรมผสมผสานกับภูมิปัญญาชาวบ้าน เพราะเรารู้ว่าชาวบ้านไม่มีต้นทุนเยอะ อยากได้โครงการที่ใช้ทุนน้อยที่สุด แต่ได้ผลผลิตที่ปอดภัยเหมือนกัน

—คุณปิยะฉัตร คำวัง ประธานวิสาหกิจชุมชนแปรรูปบ้านโป่งเกลือ นิลลาพะเยา
ภาพที่ 1
ภาพที่ 2

นวัตกรรม Smart IoT บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา นำโดย ผศ.ดร.สุธรรม อรุณ หัวหน้าโครงการวิจัย และ ดร.ทรงพล ผัดวงศ์ ผู้ช่วยนักวิจัย เข้ามาร่วมออกแบบระบบการเพาะเลี้ยงที่ผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับบริบทของชุมชนได้อย่างลงตัว

แนวคิดหลักของโครงการคือการนำระบบ Smart IoT เข้ามาติดตามและบริหารจัดการสภาพแวดล้อมการเพาะเลี้ยงแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ คุณภาพน้ำ ธาตุอาหาร และแสงสว่าง ควบคู่กับการปรับปรุงโรงเรือนเพื่อลดการปนเปื้อน

ภาพประกอบ Smart IoT

แต่สิ่งที่ทำให้โครงการนี้แตกต่างจากงานวิจัยทั่วไป คือทีมนักวิจัยออกแบบระบบให้สอดคล้องกับความสามารถของชาวบ้านจริง ๆ อุปกรณ์ที่ใช้เป็นเครื่องวัดอุณหภูมิและค่าปุ๋ย ไม่มีเครื่องจักรราคาแพง เมื่ออุณหภูมิสูงเกิน 30 องศาเซลเซียส คนเลี้ยงก็แค่เติมน้ำหรือใช้ไม้แกว่งเพิ่มออกซิเจนและลดอุณหภูมิของน้ำลง แทนการใช้เครื่องตีน้ำขนาดใหญ่ ส่วนปุ๋ยที่ใช้ก็เป็นปุ๋ยสูตร A/B เพียงสามช้อนต่อสามเดือน ต้นทุนต่ำ แต่ผำเจริญเติบโตได้ตามมาตรฐาน

ผศ.ดร.สุธรรม อธิบายถึงสิ่งที่คณะฯ เข้ามาช่วยว่า “เราเข้ามาช่วยดูในเรื่องของการควบคุมคุณภาพ เพื่อให้มันดีขึ้นและได้ราคาที่สูงขึ้น” ขณะที่ ดร.ทรงพล เสริมว่าทีมวิจัยนำอุปกรณ์ตรวจวัดปัจจัยต่าง ๆ มาใช้ “เพื่อที่จะมาสร้างหลักฐานให้กับผู้ประกอบการได้พัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม”

ภาพที่ 1
ภาพที่ 2
ภาพที่ 3

ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ จาก 20 กิโล สู่ 100 กิโลต่อเดือน

เมื่อนวัตกรรมลงไปสู่พื้นที่จริง ผลลัพธ์ปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจนคือ กำลังการผลิตผำสดของกลุ่มเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ได้ราว 10 – 20 กิโลกรัม มาอยู่ที่ประมาณ 100 กิโลกรัมต่อเดือน สมาชิกในกลุ่มสามารถเก็บเกี่ยวจากกระชังเดียวได้ 3 – 4 กิโลกรัม ทุก 3 – 5 วัน และนำมาขายให้กับศูนย์ของกลุ่ม ในราคากิโลกรัมละ 40 บาท โดยไม่ต้องล้างหรือแปรรูปเอง เพราะที่ศูนย์มีเครื่องล้างระบบมาตรฐาน รองรับอยู่แล้ว

ด้านคุณภาพของผลผลิตเอง ผำที่ได้ผ่านการส่งตรวจค่าโปรตีนและได้มาตรฐาน GAP ซึ่งนิลลาพะเยาเป็นรายแรกของพื้นที่ที่ได้รับการรับรองนี้ ความน่าเชื่อถือที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ และทำให้ราคาขาย สูงขึ้นตามไปด้วย ต้นทุนการผลิตโดยรวมลดลงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์

รายได้ของสมาชิกกลุ่มก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างเป็นรูปธรรม จากเดิมที่แทบไม่มีรายได้ ตอนนี้สมาชิกที่เลี้ยงผำส่งขายมีรายได้พื้นฐานเดือนละ 2,000 บาทขึ้นไป และหากรวมการแปรรูปเป็นผำอบแห้งซึ่งขายได้กิโลกรัมละ 3,000 บาท รายได้ต่อเดือนเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว สูงถึง 10,000 บาทต่อเดือน

ภาพประกอบผลลัพธ์โครงการ

มากกว่าตัวเลข คือค่า SROI 3.81 และ SDGs

โครงการนี้ไม่ได้สร้างแค่รายได้เท่านั้น แต่ยังสร้างผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจที่วัดได้ ดร.ทรงพล อธิบายว่าเมื่อนำการลงทุนด้านอุปกรณ์และองค์ความรู้มาเทียบกับรายได้ที่เกิดขึ้นในชุมชน ทั้งจากการเพาะเลี้ยงและแปรรูป พบว่าค่าผลตอบแทนทางสังคม (SROI) อยู่ที่ 3.81 เท่า หมายความว่าทุก 1 บาท ที่ลงทุนไป สร้างคุณค่าให้ชุมชนกลับมาเกือบ 4 บาท โดยตั้งเป้าหมายรายได้รวมจากโครงการไว้ที่ 300,000 บาทต่อปี

ในมิติความยั่งยืน โครงการนี้ก็ยังตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติโดยตรง ทั้งการขจัดความหิวโหย (SDG 2) ด้วยการพัฒนาแหล่งอาหารโปรตีนสูงในราคาที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (SDG 13) ผ่านการเพาะเลี้ยงพืชน้ำที่ใช้ทรัพยากรน้อยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ภาพประกอบ SROI และ SDGs

จากปัญหา สู่ทางออก ต่อยอดเป็นแหล่งเรียนรู้

เมื่อกระบวนการผลิตลงตัวแล้ว ทั้งนักวิจัยและผู้ประกอบการมองตรงกันว่า ขั้นต่อไปคือการขยายผลออกสู่ชุมชนในวงกว้าง ผศ.ดร.สุธรรม เผยถึงวิสัยทัศน์ว่า อยากผลักดันให้กลุ่มนิลลาพะเยากลายเป็น “ศูนย์การเรียนรู้” ให้กับกลุ่มหรือคนที่สนใจในการเพาะเลี้ยงพืชน้ำได้เข้ามาศึกษาหาความรู้ และขยายเครือข่ายไปยังชุมชนอื่น ๆ โดยศูนย์กลางจะทำหน้าที่เป็นที่รับซื้อและควบคุมคุณภาพ ขณะที่สมาชิกในชุมชนสามารถกลับไปเลี้ยงผำที่บ้านควบคู่กับอาชีพเดิมได้

ปัจจุบันเครือข่ายของกลุ่มได้ขยายออกไปแล้วกว่า 20 ครัวเรือนในชุมชน รวมถึงสาขาที่ห้วยบง ภูซาง และเชียงคำซึ่งมีฟาร์มเป็นของตนเอง และส่งผลผลิตมาขายและแปรรูปร่วมกัน คุณปิยะฉัตรยังเปิดอบรมและจำหน่ายชุดเพาะเลี้ยงพื้นฐานในชุดละ 120 บาท ให้กับผู้เข้าร่วมได้นำกลับไปเพาะเลี้ยง ไม่ว่าจะเพื่อบริโภคเองหรือเป็นอาชีพเสริม

ตลาดของผลิตภัณฑ์ผำแปรรูปก็เติบโตไปพร้อมกัน ทั้งผำอบแห้ง ผำผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ และวางจำหน่ายในสถานที่ต่าง ๆ เช่น โรงคั่วกาแฟพะเยา ร้านของฝากในตัวเมืองพะเยา และออกบูธทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีนักวิจัยจากสถาบันต่าง ๆ สั่งจองผำแห้งล่วงหน้าเป็นเดือน ๆ เพื่อนำไปวิจัย สิ่งนี้เองมันสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในระดับวิชาการด้วย

ภาพที่ 1
ภาพที่ 2

มหาวิทยาลัยพะเยา สร้างปัญญาและนวัตกรรมชุมชน สู่สากล อย่างยั่งยืน

โครงการวิจัยการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับอาหารแห่งอนาคตที่ชุมชนแม่ปืม จังหวัดพะเยาแห่งนี้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า มหาวิทยาลัยไม่ใช่แค่สถานที่สร้างความรู้ในห้องเรียน แต่คือกลไกสำคัญในการนำองค์ความรู้ที่อยู่ในสถานศึกษา ลงไปแก้ปัญหาและสร้างโอกาสให้กับชุมชนได้จริง

ผู้สูงวัยที่เคยแกะปลาและปัจจุบันไม่สามารถทำได้แล้วเนื่องจากอายุที่มากขึ้น และต้องขยับแขน ข้อแขนเพื่อขูดเนื้อปลา วันนี้มีรายได้จากการเลี้ยงผำถึงแม้จะเป็นการเพาะเลี้ยงขนาดเล็ก ๆ ที่เลี้ยงไว้ในกระชังหน้าบ้าน นักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์เดินเข้ามาในชุมชน ไม่ใช่เพื่อทดลองทางทฤษฎี แต่เพื่อฟังปัญหาและร่วมหาทางออกที่สามารถใช้ได้จริง และผลผลิตจากชุมชนเล็ก ๆ ในพะเยา กำลังก้าวสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศในฐานะ “อาหารแห่งอนาคต” ที่สอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก นี่คือความหมายที่แท้จริงของการสร้างปัญญาและนวัตกรรมชุมชน สู่สากล อย่างยั่งยืน

โครงการวิจัยนี้ดำเนินการโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ร่วมกับวิสาหกิจชุมชนแปรรูปบ้านโป่งเกลือ นิลลาพะเยา ชุมชนแม่ปืม จังหวัดพะเยา ภายใต้โครงการวิจัยการพัฒนาเทคโนโลีและนวัตกรรมสำหรับอาหารแห่งอนาคตเพื่อยกระดับเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

FOLLOW UP

ติดตามข่าวสาร มพ.

Facebook Official
SOCIAL MEDIA

ติดตามผ่าน TikTok มพ.

@uptiktok2026