Story Detail
พะเยาในฐานที่มั่นสุดท้ายของนกยูงไทย
นกยูงไทย หรือ นกยูงสีเขียว (Green peafowl) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pavo muticus นกยูงไทยเป็นสัตว์ป่าที่จัดอยู่ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามกฎหมายสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าของไทย และ IUCN จัดอยู่ในบัญชี Red-List สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (endangered species) และจัดเป็นสัตว์ป่าในบัญชี 2 (Appendix II) แห่ง CITES นกยูงไทยแพร่กระจายพันธุ์ในพื้นที่ล้านนา ถือเป็น The Last Stronghold of Green Peafowl in The World หรือ “ฐานที่มั่นสุดท้ายของนกยูงสีเขียว” พื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยพะเยา เป็นแหล่งอาศัยของนกยูงไทย และได้มีการส่งเสริมพื้นที่ป่าบริเวณด้านหลังมหาวิทยาลัยพะเยา ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติเกี่ยวกับนกยูงไทย และการอนุรักษ์นอกถิ่นที่อยู่อาศัย (Ex situ Conservation) และส่งเสริมพัฒนาให้เป็นต้นแบบแห่งการอนุรักษ์นกยูงไทยระดับโลก เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ระหว่างไทยและจีนตอนใต้
นักวิจัยมหาวิทยาลัยพะเยา ร่วมกับเครือข่ายรักษ์นกยูงไทย ขับเคลื่อนการอนุรักษ์นกยูงไทยอย่างยั่งยืนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น ผ่านโครงการวิจัยและโครงการบริการวิชาการ โดยการศึกษาความต้องการของชุมชน ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาชุมชน ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน พัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับทีมวิจัยจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สมาคมอนุรักษ์นกแห่งประเทศไทย สำรวจประชากรและการกระจายตัวของนกยูงไทยในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พบว่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอเป็นพื้นที่สำคัญ ที่ยังคงมีประชากรนกยูงไทยอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น จึงได้รับการพัฒนาให้เป็นพื้นที่ศึกษาวิจัย และแหล่งรวบรวมพันธุกรรมนกยูงไทยพันธุ์แท้ เพื่อรองรับการอนุรักษ์ในระยะยาว ทั้งในถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ (in situ conservation) และการอนุรักษ์นอกถิ่นอาศัย (ex situ conservation)
แผนที่แสดงตำแหน่งนกยูงไทย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ
(ข้อมูลจากงานวิจัย การใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อการจัดการพื้นที่อนุรักษ์นกยูงไทย ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ จังหวัดพะเยา)
การอนุรักษ์นกยูงไทยในถิ่นที่อยู่อาศัย

มหาวิทยาลัยพะเยา ได้เข้าร่วมการประชุมวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เร่งอนุรักษ์ ฟื้นฟู และวิจัย เพื่อประโยชน์ของทรัพยากรในประเทศไทย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นองค์ประธานเปิดงานประชุมวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (International Conference on Biodiversity 2019 : IBD2019) และทรงเปิดนิทรรศการเรื่อง “ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทยจากภูผาสู่มหานที” ซึ่งมหาวิทยาลัยพะเยาได้จัดนิทรรศการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ดำเนินการโดยโครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย (Thailand Children's University) และโครงการอนุรักษ์นกยูงไทยมหาวิทยาลัยพะเยา เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการส่งเสริมและอนุรักษ์นกยูงไทยอย่างยั่งยืน พร้อมถวายผลิตภัณฑ์อันเนื่องมาจากโครงการอนุรักษ์นกยูงไทย
การอนุรักษ์นกยูงไทยอย่างยั่งยืนโดยการมีส่วนร่วมกับชุมชน
การอนุรักษ์ที่ยั่งยืนจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากขาดความร่วมมือจากชุมชน มหาวิทยาลัยพะเยาจึงได้ร่วมรับฟังความคิดเห็นและร่วมวางแผนการอนุรักษ์นกยูงไทยอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการวิจัยและโครงการบริการวิชาการหลากหลายโครงการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ ธุรกิจ นวัตกรรม เศรษฐกิจ โดยใช้นกยูงเป็นตัวกลาง เชื่อมโยงความสัมพันธ์กับชาติพันธุ์ไทบนเส้นทางล้านนา ล้านช้าง และจีนตอนใต้ (BRI) พลิกโฉมเศรษฐกิจนวัตกรรมสร้างสรรค์แห่งดินแดนอุษาคเนย์ และการสร้างเครือข่ายอนุรักษ์นกยูงบนฐานมรดกชาติพันธุ์ไท
การอนุรักษ์นกยูงไทยร่วมกับชุมชน ดำเนินการผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การทำฝายชะลอน้ำ เพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกยูงในจังหวัดพะเยา “พลังชุมชนรักษ์ป่าต้นน้ำสู่สายธารกว๊านพะเยา” การสร้าง “ข่วง” หรือพื้นที่ให้อาหารสำหรับนกยูงไทยโดยเฉพาะ เพื่อลดการออกหากินในพื้นที่ทำการเกษตรของชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สิ่งสำคัญยิ่งกว่าการจัดการพื้นที่ คือการเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะ “เจ้าของการอนุรักษ์” มากกว่าจะเป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบจากสัตว์ป่า และได้มีการพัฒนาเครื่องหมายโมเลกุลดีเอ็นเอ (DNA molecular markers) สำหรับจำแนกนกยูงไทยสายพันธุ์แท้ออกจากนกยูงลูกผสม ซึ่งนับเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบและคัดเลือกประชากรนกยูงที่มีความบริสุทธิ์ทางพันธุกรรม เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการอนุรักษ์และฟื้นฟูประชากรนกยูงไทยในระยะยาว โดยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยพะเยาและคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงเซลล์สืบพันธุ์ต้นกำเนิด (Primordial Germ Cells: PGCs) จากตัวอ่อนนกยูงไทยได้เป็นครั้งแรกของโลก และได้มีการศึกษาและพัฒนาแนวทางด้านกฎหมายและสังคมเพื่อป้องกันการปล่อยนกยูงลูกผสมสู่ธรรมชาติ ผ่านการจัดเวทีเสวนาและการนำทุนทางวัฒนธรรมของชุมชน มาใช้สร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ ผ่านกิจกรรมบวชป่าและการพันผ้าไตรจีวรต้นไม้ใหญ่ ซึ่งช่วยเชื่อมโยงความเชื่อดั้งเดิมกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

บทเรียนสำคัญจากการอนุรักษ์นกยูงไทยในจังหวัดพะเยา คือ การอนุรักษ์ที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ชุมชนได้รับประโยชน์และเติบโตไปพร้อมกับทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้แบกรับผลกระทบจากสัตว์ป่าเพียงฝ่ายเดียว นักวิจัยมหาวิทยาลัยพะเยาได้ต่อยอดสู่กิจกรรม “สร้างป่า สร้างรายได้ เพาะเห็ดโต่งฝน” เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมดูแลผืนป่า ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของนกยูงไทย ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ อันเป็นการพิสูจน์ว่า “ป่าที่มีนกยูงอยู่” สามารถสร้างคุณค่าทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้มากกว่าการเปลี่ยนพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่เกษตรกรรม
ปัจจุบัน จังหวัดพะเยายังคงเป็นพื้นที่ที่มีประชากรนกยูงไทยหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยพบการกระจายตัวในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทับพญาลอ และอุทยานแห่งชาติดอยภูนาง ด้วยความหนาแน่นเฉลี่ยประมาณ 17–20 ตัวต่อตารางกิโลเมตร ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ หากยังเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า การบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ การมีส่วนร่วมของชุมชน และความร่วมมือของภาคีเครือข่าย สามารถสร้างผลลัพธ์ของการอนุรักษ์ที่เกิดขึ้นได้จริงและยั่งยืน