Story Detail
ก่อนปี 2542 พื้นที่บริเวณหน้ากิ่วแก้ว อำเภอเมืองพะเยา แทบไม่มีอะไรเหลือให้เห็น ป่าไม้ถูกถางทิ้ง ดินแห้งแตกระแหง ไม่มีต้นไม้ ไม่มีร่มเงา เป็นแค่ผืนดินรกร้างที่ถูกใช้งานจนหมด แต่ถ้าขับรถผ่านทางเข้ามหาวิทยาลัยพะเยาในวันนี้ สิ่งที่ทุกคนเห็นคือต้นไม้สองข้างทาง ร่มเงาเย็นสบาย และผืนป่าที่โอบล้อมมหาวิทยาลัยเอาไว้จนรู้สึกเหมือนอยู่กลางขุนเขา 16 ปีของมหาวิทยาลัยพะเยาเปลี่ยนแปลงมันได้อย่างไร นั่นคือเรื่องที่จะเล่าให้ฟัง

ตอนที่มหาวิทยาลัยพะเยาแยกตัวออกมาจากมหาวิทยาลัยนเรศวรในปี 2553 งานแรกที่ต้องทำไม่ใช่แค่สร้างตึก แต่คือ “ปลูกต้นไม้” ฟังดูเรียบง่าย แต่จริง ๆ แล้วนั่นคือการวางรากฐานของทุกอย่างที่ตามมา มหาวิทยาลัยเริ่มปลูกไม้พื้นถิ่นอย่างต้นทองกวาว ประดู่ และไม้แดง เพื่อยึดหน้าดินที่แตกระแหง และค่อย ๆ สร้างร่มเงาขึ้นมาทีละต้น ทีละแถว ทีละผืน พร้อมกันนั้นก็วางผังมหาวิทยาลัยให้สอดคล้องกับสภาพเนินเขา ไม่ตัดไม่แบ่ง แต่เดินตามแนวธรรมชาติ
มหาวิทยาลัยสีเขียว ไม่ใช่แค่ชื่อ
พอเข้าสู่ช่วงปี 2560 มหาวิทยาลัยพะเยาประกาศนโยบาย “Green University” อย่างจริงจัง ซึ่งก็ไม่ได้แค่ติดป้ายแล้วจบ แต่มีการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ ทั้งการบริหารจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ มีการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ มีการจัดการขยะแบบครบวงจร การประหยัดพลังงาน การขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการนำพลังงานทดแทนที่เป็นพลังงานสะอาดมาใช้ (โซล่าเซลล์) รวมถึงเข้าร่วมการจัดอันดับมหาวิทยาลัยสีเขียวในระดับโลก หรือที่เรียกว่า “UI GreenMetric University Ranking” ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับทั่วทั้งโลก
แบ่งพื้นที่การใช้ประโชยน์ด้วย สูตร 70 : 25 : 5

หัวใจของความสำเร็จอยู่ที่วิธีบริหารจัดการพื้นที่ทั้งหมด 5,158 ไร่ ซึ่งมหาวิทยาลัยมีนโยบายการใช้พื้นที่แบ่งออกเป็นสามส่วนสำคัญด้วย สูตร 70 : 25 : 5
- ส่วนแรก 70% คือ ผืนป่าและพื้นที่สีเขียว ราว 3,610 ไร่ ถูกสงวนเอาไว้เป็นผืนป่า ทำหน้าที่เหมือน “ปอด” ที่คอยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยได้ถึง 3,430 ตันต่อปี นอกจากนี้ ป่าผืนนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ผืนป่าแห่งนี้จึงเป็นธนาคารพันธุกรรมและห้องเรียนธรรมชาติที่มีชีวิต
- ส่วนที่สอง 25% คือพื้นที่สิ่งปลูกสร้างและพื้นที่ใช้สอย ราว 1,290 ไร่ เป็นที่ตั้งของอาคารเรียน หอพัก สำนักงาน ถนน สวนหย่อมและลานจอดรถ แม้แต่ในส่วนนี้ ก็ยังมีการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม ด้วยมาตรฐาน “สำนักงานสีเขียว” ที่ชวนให้คนในองค์กรร่วมเปลี่ยนพฤติกรรม พร้อมปรับภูมิทัศน์รอบอาคารให้เป็นพื้นที่ใช้สอย ลานนั่งเล่น มีม้านั่งและชิงช้าใต้ร่มไม้ใหญ่ ให้นิสิต บุคลากร ได้นั่งพักผ่อนและสูดอากาศบริสุทธิ์ได้สบาย ๆ ตามนโยบาย “อยู่และเรียนอย่างมีความสุข”
- ส่วนที่สาม 5% คือ พื้นที่แหล่งน้ำ ราว 258 ไร่ มีอ่างเก็บน้ำสำคัญสองแห่งคือ อ่างหลวง จุน้ำได้ 657,000 ลูกบาศก์เมตร และอ่างนกยุง จุน้ำได้อีก 433,000 ลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำทั้งสองช่วยแก้ปัญหาน้ำแล้งในฤดูร้อน กันน้ำท่วมในฤดูฝน และยังผลิตน้ำประปาให้ใช้เองภายในมหาวิทยาลัยได้ตลอดทั้งปี
ก้าวสู่เส้นทาง Carbon Neutrality
ตั้งแต่ปี 2567 มหาวิทยาลัยเริ่มก้าวต่อไป ด้วยนโยบายมหาวิทยาลัยสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสู่มหาวิทยาลัยที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน มีการเปลี่ยนรถโดยสารขนส่งภายในมหาวิทยาลัยมาเป็นรถไฟฟ้า EV Shuttle Bus มีการใช้พลังงานทดแทนจากพลังงานไฟฟ้า Solar Rooftop ขนาด 2.99 เมกะวัตต์ เพื่อให้มหาวิทยาลัยมุ่งสู่ Carbon Neutrality ภายในปี 2593 จนทำให้มหาวิทยาลัยพะเยาได้รับการจัดอันดับ UI Green Metric
ตัวเลขที่พูดแทนได้ทุกอย่าง
- ปี 2560 ตอนที่มหาวิทยาลัยพะเยาเข้าร่วมการจัดอันดับ UI Green Metric ครั้งแรก ได้คะแนน 4,427 คะแนน
- ปี 2568 คะแนนรวมขึ้นมาอยู่ที่ 8,575 คะแนนจาก 10,000 คะแนน เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในรอบ 8 ปี ติดอันดับ 8 ของประเทศไทย และอันดับ 109 ของโลก ท่ามกลางมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมแข่งขันถึง 1,745 แห่งทั่วโลก

สิ่งที่มหาวิทยาลัยพะเยาทำมาตลอด 16 ปี คือการพิสูจน์ว่าการเรียนการสอนกับการดูแลธรรมชาติไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่เติบโตไปด้วยกันได้ ผืนดินที่เคยแห้งแล้งและรกร้าง วันนี้กลายเป็นป่าที่คอยดูดซับคาร์บอนให้โลกใบนี้ปีละนับพันตัน นิสิตที่เดินเข้ามหาวิทยาลัยทุกวันไม่ได้แค่มาเรียนหนังสือ แต่ยังได้หายใจด้วยอากาศที่สะอาด ได้นั่งเรียนใต้ร่มเงา และเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่าห้องเรียนอยู่เสมอ “ลมหายใจสีเขียว” 5,158 ไร่นี้ ยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไป และจะยังคงส่งต่ออากาศบริสุทธิ์ให้กับทุกคนที่เดินผ่านเข้ามา รุ่นแล้วรุ่นเล่า