16 เรื่องเล่าดีดีเรื่องที่ 15

มพ. รักษ์โลก

พลังของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

หมวดsustainabilityสถานะกำลังจัดทำ
อ่านรายละเอียด
มพ. รักษ์โลก
Story Detail

     ก่อนปี 2542 พื้นที่บริเวณหน้ากิ่วแก้ว อำเภอเมืองพะเยา แทบไม่มีอะไรเหลือให้เห็น ป่าไม้ถูกถางทิ้ง ดินแห้งแตกระแหง ไม่มีต้นไม้ ไม่มีร่มเงา เป็นแค่ผืนดินรกร้างที่ถูกใช้งานจนหมด แต่ถ้าขับรถผ่านทางเข้ามหาวิทยาลัยพะเยาในวันนี้ สิ่งที่ทุกคนเห็นคือต้นไม้สองข้างทาง ร่มเงาเย็นสบาย และผืนป่าที่โอบล้อมมหาวิทยาลัยเอาไว้จนรู้สึกเหมือนอยู่กลางขุนเขา 16 ปีของมหาวิทยาลัยพะเยาเปลี่ยนแปลงมันได้อย่างไร นั่นคือเรื่องที่จะเล่าให้ฟัง

ย่างก้าวแรก

     ตอนที่มหาวิทยาลัยพะเยาแยกตัวออกมาจากมหาวิทยาลัยนเรศวรในปี 2553 งานแรกที่ต้องทำไม่ใช่แค่สร้างตึก แต่คือ “ปลูกต้นไม้” ฟังดูเรียบง่าย แต่จริง ๆ แล้วนั่นคือการวางรากฐานของทุกอย่างที่ตามมา มหาวิทยาลัยเริ่มปลูกไม้พื้นถิ่นอย่างต้นทองกวาว ประดู่ และไม้แดง เพื่อยึดหน้าดินที่แตกระแหง และค่อย ๆ สร้างร่มเงาขึ้นมาทีละต้น ทีละแถว ทีละผืน พร้อมกันนั้นก็วางผังมหาวิทยาลัยให้สอดคล้องกับสภาพเนินเขา ไม่ตัดไม่แบ่ง แต่เดินตามแนวธรรมชาติ

มหาวิทยาลัยสีเขียว ไม่ใช่แค่ชื่อ

     พอเข้าสู่ช่วงปี 2560 มหาวิทยาลัยพะเยาประกาศนโยบาย “Green University” อย่างจริงจัง ซึ่งก็ไม่ได้แค่ติดป้ายแล้วจบ แต่มีการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ ทั้งการบริหารจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ มีการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ มีการจัดการขยะแบบครบวงจร การประหยัดพลังงาน การขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการนำพลังงานทดแทนที่เป็นพลังงานสะอาดมาใช้ (โซล่าเซลล์) รวมถึงเข้าร่วมการจัดอันดับมหาวิทยาลัยสีเขียวในระดับโลก หรือที่เรียกว่า UI GreenMetric University Ranking ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับทั่วทั้งโลก

แบ่งพื้นที่การใช้ประโชยน์ด้วย สูตร 70 : 25 : 5

     หัวใจของความสำเร็จอยู่ที่วิธีบริหารจัดการพื้นที่ทั้งหมด 5,158 ไร่ ซึ่งมหาวิทยาลัยมีนโยบายการใช้พื้นที่แบ่งออกเป็นสามส่วนสำคัญด้วย สูตร 70 : 25 : 5

  1. ส่วนแรก 70% คือ ผืนป่าและพื้นที่สีเขียว ราว 3,610 ไร่ ถูกสงวนเอาไว้เป็นผืนป่า ทำหน้าที่เหมือน “ปอด” ที่คอยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยได้ถึง 3,430 ตันต่อปี นอกจากนี้ ป่าผืนนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ผืนป่าแห่งนี้จึงเป็นธนาคารพันธุกรรมและห้องเรียนธรรมชาติที่มีชีวิต
  2. ส่วนที่สอง 25% คือพื้นที่สิ่งปลูกสร้างและพื้นที่ใช้สอย ราว 1,290 ไร่ เป็นที่ตั้งของอาคารเรียน หอพัก สำนักงาน ถนน สวนหย่อมและลานจอดรถ แม้แต่ในส่วนนี้ ก็ยังมีการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม ด้วยมาตรฐาน “สำนักงานสีเขียว” ที่ชวนให้คนในองค์กรร่วมเปลี่ยนพฤติกรรม พร้อมปรับภูมิทัศน์รอบอาคารให้เป็นพื้นที่ใช้สอย ลานนั่งเล่น มีม้านั่งและชิงช้าใต้ร่มไม้ใหญ่ ให้นิสิต บุคลากร ได้นั่งพักผ่อนและสูดอากาศบริสุทธิ์ได้สบาย ๆ ตามนโยบาย “อยู่และเรียนอย่างมีความสุข”
  3. ส่วนที่สาม 5% คือ พื้นที่แหล่งน้ำ ราว 258 ไร่ มีอ่างเก็บน้ำสำคัญสองแห่งคือ อ่างหลวง จุน้ำได้ 657,000 ลูกบาศก์เมตร และอ่างนกยุง จุน้ำได้อีก 433,000 ลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำทั้งสองช่วยแก้ปัญหาน้ำแล้งในฤดูร้อน กันน้ำท่วมในฤดูฝน และยังผลิตน้ำประปาให้ใช้เองภายในมหาวิทยาลัยได้ตลอดทั้งปี

ก้าวสู่เส้นทาง Carbon Neutrality

     ตั้งแต่ปี 2567 มหาวิทยาลัยเริ่มก้าวต่อไป ด้วยนโยบายมหาวิทยาลัยสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสู่มหาวิทยาลัยที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน มีการเปลี่ยนรถโดยสารขนส่งภายในมหาวิทยาลัยมาเป็นรถไฟฟ้า EV Shuttle Bus มีการใช้พลังงานทดแทนจากพลังงานไฟฟ้า Solar Rooftop ขนาด 2.99 เมกะวัตต์ เพื่อให้มหาวิทยาลัยมุ่งสู่ Carbon Neutrality ภายในปี 2593 จนทำให้มหาวิทยาลัยพะเยาได้รับการจัดอันดับ UI Green Metric

ตัวเลขที่พูดแทนได้ทุกอย่าง

  1. ปี 2560 ตอนที่มหาวิทยาลัยพะเยาเข้าร่วมการจัดอันดับ UI Green Metric ครั้งแรก ได้คะแนน 4,427 คะแนน
  2. ปี 2568 คะแนนรวมขึ้นมาอยู่ที่ 8,575 คะแนนจาก 10,000 คะแนน เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในรอบ 8 ปี ติดอันดับ 8 ของประเทศไทย และอันดับ 109 ของโลก ท่ามกลางมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมแข่งขันถึง 1,745 แห่งทั่วโลก

16 ปี ไม่ใช่แค่ตัวเลข

     สิ่งที่มหาวิทยาลัยพะเยาทำมาตลอด 16 ปี คือการพิสูจน์ว่าการเรียนการสอนกับการดูแลธรรมชาติไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่เติบโตไปด้วยกันได้ ผืนดินที่เคยแห้งแล้งและรกร้าง วันนี้กลายเป็นป่าที่คอยดูดซับคาร์บอนให้โลกใบนี้ปีละนับพันตัน นิสิตที่เดินเข้ามหาวิทยาลัยทุกวันไม่ได้แค่มาเรียนหนังสือ แต่ยังได้หายใจด้วยอากาศที่สะอาด ได้นั่งเรียนใต้ร่มเงา และเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่าห้องเรียนอยู่เสมอ “ลมหายใจสีเขียว” 5,158 ไร่นี้ ยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไป และจะยังคงส่งต่ออากาศบริสุทธิ์ให้กับทุกคนที่เดินผ่านเข้ามา รุ่นแล้วรุ่นเล่า