16 เรื่องเล่าดีดีเรื่องที่ 16

อพ.สธ. สนองพระราชดำริ

การดำเนินงานเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรและสนองพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง

หมวดsustainabilityสถานะกำลังจัดทำ
อ่านรายละเอียด
อพ.สธ. สนองพระราชดำริ
Story Detail

     ลองจินตนาการว่าหากวันหนึ่งต้นยางนาริมทางที่เคยให้ร่มเงาหายไปจากผืนแผ่นดิน ไม่มีใครจดจำได้ว่า หวายพันธุ์พื้นเมืองมีลักษณะเช่นไร หรือภูมิปัญญาการย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติของชุมชนเหลือเพียงเรื่องเล่าที่ไร้ผู้สืบทอด สิ่งเหล่านี้อาจสูญหายไปพร้อมกาลเวลา และไม่มีวันหวนกลับคืนมาอีก ความห่วงใยต่อการสูญเสียทรัพยากรอันทรงคุณค่าของชาติ คือสิ่งที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเล็งเห็นมาอย่างยาวนาน ก่อนที่คำว่า “ความหลากหลายทางชีวภาพ” จะเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในประเทศไทย

จุดเริ่มต้นจากเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ

ภาพจาก: forest.go.th

     เรื่องราวแห่งการอนุรักษ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2503 ขณะเสด็จพระราชดำเนินผ่านพื้นที่ตำบลท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริให้เก็บเมล็ดยางนาริมทางมาทดลองเพาะปลูก ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข ก่อนจะทรงปลูกต้นยางนาด้วยพระองค์เองในแปลงทดลอง ณ สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2504 ร่วมกับข้าราชการ ข้าราชบริพาร คณาจารย์ และนิสิตจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แม้จะเป็นเพียงการปลูกต้นไม้ไม่กี่ต้น แต่เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นได้หยั่งรากเป็นแนวคิดสำคัญด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรของประเทศ สวนจิตรลดากลายเป็นพื้นที่ทดลองและแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร การอนุรักษ์พันธุกรรมพืช และการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติในหลากหลายมิติ

     ต่อมา เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2528 พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อทรงเปิดห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ณ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา นับเป็นก้าวสำคัญที่นำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอย่างเป็นระบบ

อพ.สธ.: สืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์

โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

     โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) เป็นโครงการที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 อย่างต่อเนื่อง อพ.สธ. มิได้มุ่งอนุรักษ์เพียงพันธุกรรมพืชเท่านั้น หากยังครอบคลุมถึงทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น อันเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืน

มหาวิทยาลัยพะเยากับการสนองพระราชดำริ

     ในปี พ.ศ. 2554 มหาวิทยาลัยพะเยาได้เข้าร่วมสนองพระราชดำริในโครงการ อพ.สธ. อย่างเป็นทางการ ด้วยบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาที่เติบโตเคียงข้างชุมชนพะเยา มหาวิทยาลัยพะเยาจึงมิได้เป็นเพียงหน่วยงานสมาชิกสนองพระราชดำริเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงพระราชดำริสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ ในฐานะหนึ่งในมหาวิทยาลัยกลุ่ม G5 ที่ร่วมสนองพระราชดำริ มหาวิทยาลัยพะเยาได้ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือระหว่างโรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อนำองค์ความรู้ทางวิชาการ งานวิจัย และการบริการวิชาการ มาประยุกต์ใช้ในการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

เติบโตสู่ศูนย์กลางการอนุรักษ์ของจังหวัดพะเยา

     ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษของการดำเนินงาน บทบาทของมหาวิทยาลัยพะเยาได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จนได้จัดตั้งศูนย์ประสานงาน อพ.สธ. – มหาวิทยาลัยพะเยา รับผิดชอบการประสานงานและสนับสนุนการดำเนินงานครอบคลุมทั้ง 9 อำเภอของจังหวัดพะเยา ได้แก่ อำเภอเมืองพะเยา จุน เชียงคำ เชียงม่วน ดอกคำใต้ ปง แม่ใจ ภูซาง และภูกามยาว ศูนย์ประสานงานแห่งนี้เปรียบเสมือน “พี่เลี้ยง” ของโรงเรียนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วทั้งจังหวัด ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา สนับสนุนการดำเนินงาน ประสานความร่วมมือ และติดตามผล เพื่อให้สมาชิกสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนและงานฐานทรัพยากรท้องถิ่นสามารถดำเนินงานได้อย่างถูกต้องตามแนวทางของ อพ.สธ.

3 กรอบ 8 กิจกรรม สู่การอนุรักษ์อย่างเป็นระบบ

     การดำเนินงานของ อพ.สธ. – มหาวิทยาลัยพะเยา ขับเคลื่อนภายใต้แนวทาง 3 กรอบ 8 กิจกรรม” ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ

กรอบที่ 1 การเรียนรู้ทรัพยากร เริ่มตั้งแต่การปกปักรักษาทรัพยากร การสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูล ตลอดจนการปลูกรักษาเพื่อคงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ

กรอบที่ 2 การใช้ประโยชน์จากทรัพยากร โดยนำองค์ความรู้จากการศึกษาและวิจัยมาต่อยอดให้เกิดคุณค่าในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ควบคู่กับการจัดทำฐานข้อมูลและการวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ตัวอย่างที่สะท้อนผลสำเร็จอย่างชัดเจน คือ การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ “ดอกคำมอกหลวง” ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยพะเยา ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สีย้อมผ้า และน้ำหอมจากดอกคำมอกหลวง แสดงให้เห็นว่าทรัพยากรท้องถิ่นสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์อัตลักษณ์ของพื้นที่ได้อย่างลงตัว

น้ำหอมจากสารสกัดดอกคำมอกหลวง
สีย้อมผ้าจากดอกคำมอกหลวง

กรอบที่ 3 การสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงานทั้งหมด เพราะการอนุรักษ์จะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อคนในชุมชนเกิดความรัก ความภาคภูมิใจ และตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรที่อยู่รอบตัว กิจกรรมต่าง ๆ จึงมุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ สร้างความผูกพัน และปลูกฝังจิตสำนึกในการดูแลรักษาทรัพยากรให้แก่เยาวชนและประชาชนทุกช่วงวัย

ก้าวสำคัญสู่เวทีระดับชาติ

     ผลจากความมุ่งมั่นและการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 มหาวิทยาลัยพะเยาได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการและนิทรรศการ “ทรัพยากรไทย : ชาวบ้านไทยได้ประโยชน์” ในปี พ.ศ. 2572 นับเป็นเกียรติอันสูงยิ่ง และเป็นเครื่องสะท้อนถึงความไว้วางพระราชหฤทัยที่มีต่อมหาวิทยาลัยพะเยา ในการเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรของประเทศ

เมล็ดพันธุ์แห่งพระราชปณิธานที่เติบโตไม่สิ้นสุด

     จากเมล็ดยางนาริมทางในจังหวัดเพชรบุรีเมื่อกว่า 60 ปีก่อน วันนี้พระราชปณิธานแห่งการอนุรักษ์ได้แตกกิ่งก้านสาขาเป็นเครือข่ายความร่วมมือขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ มหาวิทยาลัยพะเยาเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการสืบสานพระราชดำริจากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ สู่การเป็นศูนย์กลางการอนุรักษ์ทรัพยากรของจังหวัด ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และพลังของชุมชนเข้าด้วยกัน เพราะ การอนุรักษ์ที่แท้จริงมิได้เกิดขึ้นจากนโยบายหรือแผนงานเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากผู้คนที่ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว เกิดความรัก ความหวงแหน และพร้อมส่งต่อมรดกอันล้ำค่านี้ให้คนรุ่นต่อไปได้เรียนรู้และสัมผัสด้วยตนเอง ดังพระราชกระแสของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2540 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา ในการประชุมประจำปีโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.) ว่า “การรักทรัพยากร คือ การรักชาติ รักแผ่นดิน” พระราชกระแสอันทรงคุณค่านี้ ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงาน อพ.สธ. ตราบจนปัจจุบัน และจะยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรของแผ่นดินสืบไป

อีกหนึ่งพระมหากรุณาธิคุณที่ชาวพะเยาไม่เคยลืม

     นอกจากการสนองพระราชดำริด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรแล้ว ยังมีอีกหนึ่งความทรงจำที่บุคลากรและนิสิตมหาวิทยาลัยพะเยาต่างหวงแหนไว้ในใจ นั่นคือการที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยพะเยาอย่างต่อ เนื่องนับตั้งแต่ปีการศึกษา 2554 เป็นต้นมา

     สิ่งที่ทำให้วันนั้นพิเศษไม่เหมือนวันไหน คือการที่บัณฑิตได้เข้าเฝ้าและรับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์โดยตรง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนหรือทุกสถาบัน สำหรับนิสิตหลายคน วันรับปริญญาอาจเป็นจุดสิ้นสุดของการเรียน แต่ในขณะเดียวกันนั้นก็กลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่จะจดจำไปตลอดชีวิต ความรู้สึกในห้วงเวลาที่ก้าวเข้าไปในหอประชุมพญางำเมือง ได้ยืนอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์ และได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์นั้น ยากจะบรรยายเป็นคำพูดได้ครบถ้วน ทั้งความปลื้มปีติ ความภาคภูมิใจ และความซาบซึ้งที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยในภูมิภาค อย่างมหาวิทยาลัยพะเยาเสมอมา

     ตลอดระยะเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา มีบัณฑิตมากกว่า 50,000 คน ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณนี้ ณ หอประชุมพญางำเมือง มหาวิทยาลัยพะเยา สำหรับบุคลากร คณาจารย์ และประชาชนที่ได้ร่วมเฝ้ารับเสด็จในทุกครั้ง ความทรงจำเหล่านั้นกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ผลักดันให้ทำงานด้วยความทุ่มเทต่อไป เพราะรู้ดีว่าทุกสิ่งที่ทำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการสอน การวิจัย หรือการสนองพระราชดำริในโครงการ อพ.สธ. ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของพระราชปณิธานที่ทรงมีต่อแผ่นดินและผู้คนบนแผ่นดินนี้ทั้งสิ้น