
มหาวิทยาลัยพะเยามีพื้นที่แหล่งน้ำถึง 258 ไร่ หรือคิดเป็นราว 5% ของพื้นที่ทั้งหมด เพื่อรองรับนิสิต บุคลากร และคนที่อาศัยอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยรวมกันเกือบ 22,000 คน ความต้องการน้ำของมหาวิทยาลัยพะเยาในแต่ละปีอยู่ที่ราว 2.2 ล้านลูกบาศก์เมตร มาจากสองส่วนหลัก ส่วนแรกคือน้ำสำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ราว 1.5 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ส่วนที่เหลืออีกกว่า 600,000 ลูกบาศก์เมตร
แหล่งน้ำที่ใหญ่สุดคือ “อ่างหลวง” ซึ่งเก็บน้ำได้ถึง 657,000 ลูกบาศก์เมตร นี่คือแหล่งน้ำหลัก ที่ใช้ผลิตน้ำประปาให้ทั้งพื้นที่ของมหาวิทยาลัย ถัดมาคืออ่างนกยูง เก็บได้ราว 433,000 ลูกบาศก์เมตร ทำหน้าที่เป็นแหล่งน้ำสำรอง สำหรับโรงผลิตน้ำประปา นอกจากนั้นยังมีอ่างห้วยทับช้าง อ่างห้วยเคียน รวมแล้วภายในมหาวิทยาลัยกักเก็บน้ำได้กว่า 2.2 ล้านลูกบาศก์เมตร ยังไม่นับอ่างเก็บน้ำห้วยนาปอยที่อยู่นอกรั้วมหาวิทยาลัย แต่แหล่งน้ำแห่งนี้มหาวิทยาลัยจะใช้ร่วมกับชุมชนเป็นแหล่งน้ำสำรองแหล่งสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยจะดึงมาใช้ โดยจะให้ชุมชนได้ใช้งานก่อน ซึ่งสามารถเก็บได้อีก 357,000 ลูกบาศก์เมตร และบ่อบาดาลอีก 10 บ่อที่กระจายตามอาคารเรียนและหอพักทั่วมหาวิทยาลัย น้ำทั้งหมดนี้จะถูกส่งผ่านโรงผลิตน้ำประปา 3 แห่ง ก่อนไหลไปยังถังเก็บน้ำ 32 จุดทั่วมหาวิทยาลัย แล้วจึงมาถึงก๊อกน้ำในมือของทุกคน
ระบบที่ดูพร้อมแบบนี้ ไม่ได้เริ่มต้นแบบนี้มาตั้งแต่ต้น
อ่างนกยูง (อ่างที่ 2)
อ่างหลวง (อ่างที่ 1)
|
อ่างนกยูง (อ่างที่ 2)
|
ย้อนกลับไปช่วงปี 2557–2559 มหาวิทยาลัยพะเยาเผชิญกับวิกฤตที่หลายคนอาจยังจำได้ นั่นคือภัยแล้งหนักที่ทำให้อ่างเก็บน้ำทั้งหมดเกือบแห้งสนิท ภาพที่เกิดขึ้นในปี 2558 อ่างหลวงซึ่งปกติเก็บน้ำได้เป็นแสนลูกบาศก์เมตร เหลือน้ำอยู่เพียง 3% ของความจุทั้งหมด อ่างที่ 2 หรืออ่างนกยูง อยู่ในสภาพไม่ต่างกัน เหลือแค่ 2% ส่วนอ่างห้วยนาปอยนอกรั้วมหาวิทยาลัยก็ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้เลย
นั่นหมายความว่ามหาวิทยาลัยแทบไม่มีน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาให้นิสิตและบุคลากรหลายหมื่นชีวิตได้ใช้ ทางออกเฉพาะหน้าในขณะนั้นคือต้องไปใช้น้ำจากสระข้างโรงเรียนสาธิตมาผลิตน้ำประปาชั่วคราว และเร่งขุดเจาะบ่อบาดาลเพื่อนำน้ำใต้ดินขึ้นมาทดแทน แม้จะรองรับได้แค่ราว 70% ของความต้องการก็ตาม สถานการณ์ตอนนั้นกระทบถึงชีวิตประจำวันของทุกคนในรั้วมหาวิทยาลัย ตั้งแต่นิสิตในหอพักที่ต้องระมัดระวังการใช้น้ำ ไปจนถึงการให้บริการของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพะเยา
"ถ้าไม่แก้ให้ตรงจุดและยั่งยืน ปัญหาแบบนี้จะกลับมาอีกแน่นอน"
ก้าวแรกของการแก้ไขปัญหานี้คือ เดือนกรกฎาคม 2557 มหาวิทยาลัยเริ่มขุดลอกอ่างเก็บน้ำแห่งที่ 1 (อ่างหลวง) เพื่อเพิ่มความจุจากเดิมประมาณ 400,000 ลูกบาศก์เมตร ขึ้นเป็น 600,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมกันนั้นก็ขุดลอกอ่างที่ 2 (อ่างนกยูง) ด้วย ในปี 2558 มหาวิทยาลัยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอก คือเทศบาลตำบลแม่กา โครงการชลประทานจังหวัดพะเยา จังหวัดทหารบกพะเยา และหน่วยงานอื่น ๆ ร่วมกันผลักดันการขุดลอกอ่างห้วยนาปอยซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่ใช้ร่วมกับชุมชน พร้อมสำรวจต้นน้ำเพื่อวางแผนสร้างฝายและระบบกระจายน้ำในระยะยาว
มาตรการที่อาจไม่ค่อยมีคนรู้คือ “มหาวิทยาลัยติดต่อไปยังศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอปฏิบัติการทำฝนเทียมเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่อ่างเก็บน้ำ” ขณะเดียวกันภายในมหาวิทยาลัยก็ออกมาตรการรณรงค์ต่าง ๆ เช่น การกำหนดเวลาเปิด-ปิดน้ำ เพื่อให้ทุกคนระมัดระวังการใช้น้ำให้มากขึ้น จนถึงปี 2559 มหาวิทยาลัยขุดเจาะน้ำบาดาลในพื้นที่ต่าง ๆ รวม 10 จุด ครอบคลุมทั้งอาคารคณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ อาคาร ICT โรงเรียนสาธิต หอพักนิสิต และโรงผลิตน้ำประปา พร้อมติดตั้งถังเก็บน้ำและถังสำรองทั่วพื้นที่มหาวิทยาลัยอีก 32 จุด รวมความจุกว่า 12,221 ลูกบาศก์เมตร นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังได้ปรับเปลี่ยนระบบการใช้น้ำให้เป็นระบบท่อ 2 ระบบ คือ ระบบแรกเป็นประปาท่อหลักสำหรับการอุปโภค และระบบที่สองสำหรับงานสวนและภูมิทัศน์โดยเฉพาะ ซึ่งนำน้ำเสียจากการใช้งานภายในมหาวิทยาลัยมาผ่านกระบวนการบำบัดปรับสภาพน้ำ ก่อนปล่อยลงสู่อ่างเก็บน้ำห้วยทับช้าง เพื่อหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ พร้อมทั้งจัดทำระบบแก้มลิงทั้งที่อ่างนกยูงและอ่างหลวง เพื่อช่วยกักเก็บน้ำ และป้องกันน้ำหลาก ไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้ำทั้งสองแห่ง ที่สำคัญคือ ระบบแก้มลิงนี้ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งน้ำสำรอง ที่จะผันน้ำเข้ามาเติมให้กับอ่างเก็บน้ำทั้งสองแห่งในช่วงที่ระดับน้ำลดลงอีกด้วย
จากวิกฤตที่อ่างเก็บน้ำทุกแห่งแทบจะไม่มีน้ำสักหยด ทุกมาตรการที่มหาวิทยาลัยทำ ไม่ว่าจะเป็นการขุดอ่างเพื่อเพิ่มความจุ การเจาะบ่อบาดาล การสร้างถังสำรอง หรือแม้แต่การรณรงค์ประหยัดน้ำ ล้วนช่วยประคับประคองให้มหาวิทยาลัยผ่านวิกฤตในครั้งนั้นมาได้
น้ำน้อยเกินไปก็มีปัญหา น้ำมากเกินไปก็มีปัญหาเช่นกัน
วันที่ 17 กันยายน 2567 ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ปริมาณน้ำฝนสะสมกว่า 100 มิลลิเมตร ภายในคืนเดียว ประกอบกับร่องน้ำในพื้นที่ตื้นเขินมานานจากการไม่ได้ขุดลอก บวกกับสิ่งกีดขวางทางน้ำทั้งที่มาจากธรรมชาติและสิ่งก่อสร้าง ทั้งถนน หอพัก ทำให้น้ำระบายออกได้ช้ามาก ผลที่ตามมาคือเกิดน้ำท่วมฉับพลันในชุมชนฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัย กระทบต่อชีวิตของชาวบ้านและนิสิตจำนวนมาก
มหาวิทยาลัยเคลื่อนไหวทันที ระดมความช่วยเหลือแบบบูรณาการ ทั้งส่งทีมลงพื้นที่ช่วยเหลือนิสิตและประชาชน ประสานกับหน่วยกู้ภัย กู้ชีพ ทหาร เทศบาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งศูนย์ประสานงานที่สถานีตำรวจภูธรแม่กาแห่งเก่าที่อยู่หน้ามหาวิทยาลัย รวมถึงเปิดศูนย์พักพิงในหอพักของมหาวิทยาลัยเพื่อใช้เป็นที่พักชั่วคราวสำหรับคนที่ได้รับผลกระทบ ด้านสุขภาพก็ไม่ได้ทิ้งกัน มีทีมจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพะเยา ออกตรวจรักษาเบื้องต้น มีนักจิตวิทยาให้คำปรึกษาด้านความเครียด มีการจัดหาอาหารจากวัตถุดิบที่ได้รับบริจาค และมีระบบรับ-คัดแยก-กระจายสิ่งของบริจาคให้ตรงกับความต้องการ สุดท้ายมีหน่วยงานที่ร่วมบริจาคสิ่งของรวม 544 หน่วย และมีนิสิตที่ได้รับความช่วยเหลือรวมกว่า 797 ราย
 |
 |
จากวิกฤตทั้งหมดนี้ ทั้งแล้งหนักและน้ำท่วม มหาวิทยาลัยพะเยาได้เรียนรู้และสะสมประสบการณ์จนมีระบบบริหารจัดการน้ำที่คิดไว้ล่วงหน้าตลอดทั้งปี ปัจจุบันมีการแบ่งการบริหารน้ำออกเป็น 4 ไตรมาส ปรับสัดส่วนตามฤดูกาล เช่น ช่วงปลายฝนต้นหนาว (ตุลาคม–ธันวาคม) น้ำในอ่างมีมาก ก็ผลิตน้ำประปาเองเป็นหลัก 90% พอถึงหน้าแล้ง (เมษายน–มิถุนายน) ที่น้ำในอ่างเริ่มมีน้อย ก็ดึงน้ำประปาจากการประปาภูมิภาค (กปภ.) เข้ามาเสริมถึง 40% เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำซ้ำรอยเดิม ระบบท่อจ่ายน้ำก็ถูกออกแบบเป็นแบบ “วงแหวน” ซึ่งหมายความว่าถ้าท่อส่วนใดมีปัญหา น้ำก็ยังไหลวนมาทางอื่นได้ มีมิเตอร์วัดปริมาณน้ำและระบบตรวจสอบแบบเรียลไทม์ผ่านหน้าเว็บ เพื่อให้ทีมงานรู้ทันทีว่ามีการรั่วไหลหรือผิดปกติจุดไหนบ้าง
เรื่องน้ำในมหาวิทยาลัยพะเยาไม่ใช่แค่เรื่องของท่อประปาหรือก๊อกน้ำในห้องน้ำ แต่มันคือบทเรียนที่สั่งสมมานานกว่าสิบปี ผ่านวิกฤตแล้งหนักจนอ่างเก็บน้ำแทบแห้ง ผ่านน้ำท่วมฉับพลันที่กระทบทั้งชุมชนและนิสิต แต่ละเหตุการณ์บังคับให้ต้องคิดใหม่ ทำใหม่ และร่วมมือกับคนรอบข้างทั้งในและนอกรั้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดคือการบริหารจัดการน้ำที่ดีขึ้น ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีทรัพยากรมาก แต่เกิดขึ้นได้เพราะมีการวางแผน มีความร่วมมือ และมีการเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีตอย่างจริงจัง
อ้างอิงข้อมูล: แผนการบริหารจัดการน้ำ มหาวิทยาลัยพะเยา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568