วิวัฒนาการระบบขนส่ง 3 ยุค 3 เรื่องราว
ถ้าพูดถึงสิ่งที่อยู่คู่กับมหาวิทยาลัยพะเยามาตลอด นอกจากวิวภูเขาและอ่างเก็บน้ำที่สวยงามแล้ว “รถโดยสารภายในมหาวิทยาลัย” ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่อยู่คู่กับความทรงจำของนิสิตมหาวิทยาลัยพะเยามาหลายรุ่น เราจะพาย้อนรอยเส้นทางการเดินทางของระบบขนส่งภายในมหาวิทยาลัย ตั้งแต่ยุค “รถโฟร์โมสต์” จนมาถึง “รถม่วง มพ.” และ “รถ EV Bus” ในวันนี้
ยุคบุกเบิก - “รถโฟร์โมสต์” หรือ “รถ 2 บาท” (ก่อน พ.ศ. 2553)
ย้อนกลับไปสมัยที่ยังเป็นวิทยาเขตสารสนเทศพะเยา มหาวิทยาลัยนเรศวร การเดินทางภายในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยยังพึ่งพารถจักรยานยนต์และรถสองแถวเป็นหลัก เส้นทางในยุคนั้นเป็นทางลาดยางสลับทางลูกรัง บวกกับสภาพพื้นที่ที่เป็นเนินเขา ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุไม่น้อย
มหาวิทยาลัยพะเยาได้คำนึงถึงความปลอดภัยในการเดินทางของนิสิตและบุคลากร จึงจัดรถสวัสดิการรับส่งนิสิตและบุคลากรขึ้นเป็นครั้งแรก โดยรถรุ่นแรกมีลักษณะทรงกล่อง ประตูอยู่ด้านหลัง ทาสีแสดสลับขาวสะดุดตา ชวนให้นึกถึงกล่องนมยี่ห้อดัง บวกกับค่าโดยสารครั้งละแค่ 2 บาท จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกติดปากว่า “รถโฟร์โมสต์” หรือ “รถ 2 บาท” นั่นเอง
ยุคทอง - “รถม่วง มพ.” (พ.ศ. 2553–2566)
เมื่อมหาวิทยาลัยพะเยาได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการในปี 2553 ระบบขนส่งก็ได้รับการยกระดับครั้งใหญ่ไปพร้อมกัน ด้วยการเปิดตัวรถโดยสารสีม่วงรุ่นใหม่ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ (NGV) จำนวน 30 คัน ซึ่งเป็นพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าเติมน้ำมัน “รถม่วง มพ.” กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ขาดไม่ได้ของมหาวิทยาลัยพะเยา วิ่งรับส่งนิสิตและบุคลากรวันละหลายพันถึงหลักหมื่นคน ตลอดกว่าหนึ่งทศวรรษ มันทำหน้าที่ไม่ใช่แค่พาหนะ แต่เป็นพื้นที่บันทึกเรื่องราว มิตรภาพ และเสียงหัวเราะของคนทั้งมหาวิทยาลัย
ยุคสีเขียว – “รถ EV Bus” (พ.ศ. 2567–ปัจจุบัน)
เมื่อโลกเปลี่ยน มหาวิทยาลัยพะเยาก็เปลี่ยนตาม ในปี 2567 มีการเปลี่ยนรถโดยสารทั้งหมดเป็น รถพลังงานไฟฟ้า 100% (EV Bus) จำนวน 30 คัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 840 ตันต่อปี การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยังสอดรับกับนโยบาย “อว. For EV” ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยในเดือนมีนาคม 2567 มหาวิทยาลัยพะเยาได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพและสถาบันต้นแบบนำร่องในพิธีลงนาม MOU ร่วมกับอีก 23 หน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาต้นแบบด้าน Green Campus ของประเทศ
รถม่วง มพ. ความทรงจำที่ไม่มีวันลืม
ถ้าจะบอกว่ารถเมล์ม่วงคือประจักษ์พยานของการเติบโตของมหาวิทยาลัยพะเยา ก็ไม่ผิดเลย สำหรับนิสิตหลายสิบรุ่น รถคันสีม่วงนี้ไม่ใช่แค่พาหนะ แต่เป็นพื้นที่ที่เก็บทุกความทรงจำของช่วงวัยเรียนเอาไว้ และไม่มีอะไรถ่ายทอดความรู้สึกนี้ได้ดีไปกว่าเสียงของคนที่เคยผ่านประสบการณ์นั้นมาด้วยตัวเอง ในโลกออนไลน์ยังคงมีเรื่องเล่าจากศิษย์เก่าที่แชร์ความทรงจำเกี่ยวกับรถม่วงอยู่เสมอ
ศิษย์เก่าคณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ท่านหนึ่งเล่าว่า การลุ้นรถม่วงตอนเช้า 7.45 น. นั้นตื่นเต้นกว่าชีวิตทำงานเสียอีก วันไหนมาสาย แถวจะยาวมาก พอรถเข้ามาจอด ทุกคนก็กลายเป็นนักสู้ เบียดกันขึ้นรถสุดฤทธิ์ ประโยคฮิตที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ “ชิดในหน่อยค่ะ/ครับ” และช่วงที่รถเลี้ยวขึ้นโค้งตึก PKY ทุกคนในรถจะเอียงไปพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย แม้จะเหนื่อย แต่ก็เป็นความเหนื่อยที่สนุก และหลายคนได้เพื่อนใหม่จากการยืนเบียดกันบนรถนั่นเอง
อีกเรื่องเล่าหนึ่งจากศิษย์เก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ เล่าถึงวันที่ฝนตกหนักแล้วลืมร่มมา บนรถม่วง มพ. แน่นขนัด มีนิสิตต่างคณะคนหนึ่งยื่นร่มมาให้ถือร่วมกัน แล้วชวนกันคุยแก้เขินตลอดทาง แม้จะไม่ได้เจอกันอีก แต่ทุกครั้งที่นึกถึงรถม่วง มพ. ก็นึกถึงความมีน้ำใจของคนในมหาวิทยาลัยพะเยาเสมอ กลิ่นฝน วิวภูเขาข้างทาง คือสิ่งที่คลาสสิกที่สุดแล้ว
แม้วันนี้รถม่วง มพ. จะหมดบทบาทไปแล้ว แต่มันยังคงโลดแล่นอยู่ในความทรงจำของชาวมหาวิทยาลัยพะเยาทุกคนที่เคยนั่ง เคยเบียด และเคยเติบโตมาพร้อมกับรถคันนี้
ในปีที่มหาวิทยาลัยพะเยาอายุครบ 16 ปี การเปลี่ยนมาใช้รถ EV Bus ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนรถ แต่เป็นการประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า มหาวิทยาลัยพะเยาพร้อมก้าวสู่มหาวิทยาลัยสีเขียวอย่างยั่งยืน การให้บริการรถ EV Bus ไม่มีการเผาไหม้ ไม่มีควันดำ ไม่มีกลิ่นไอเสีย และไม่เพิ่มฝุ่น PM 2.5 นอกจากนี้ยังประหยัดพลังงานในระยะยาว
16 ปีที่ผ่านมา ระบบขนส่งของมหาวิทยาลัยพะเยาเดินทางมาไกลมาก จากรถโฟร์โมสต์ สู่รถม่วง มพ. ที่กลายเป็นตำนาน และก้าวเข้าสู่ยุครถ EV Bus ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยพะเยาไม่เคยหยุดพัฒนา ทั้งในด้านการศึกษา การดูแลนิสิตและบุคลากร และการอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน