16 เรื่องเล่าดีดีเรื่องที่ 07

การศึกษา 2 ปริญญา สร้างคน 2 ศาสตร์

แนวทางการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้หลากหลาย เชื่อมศาสตร์ และตอบโจทย์อนาคต

หมวดeducationสถานะกำลังจัดทำ
อ่านรายละเอียด
การศึกษา 2 ปริญญา สร้างคน 2 ศาสตร์
Story Detail

     แนวคิดเริ่มต้นของการจัดการศึกษาหลักสูตรควบสองปริญญาของมหาวิทยาลัยพะเยา ไม่ได้เริ่มจากการเพิ่มจำนวนปริญญาให้กับนิสิต แต่เริ่มจากคำถามว่า ทำอย่างไรให้นิสิตมีโอกาสเติบโตได้มากกว่าหนึ่งเส้นทาง และสามารถใช้ความรู้ที่หลากหลายไปประกอบอาชีพ พัฒนางาน และสร้างคุณค่าให้กับสังคมได้จริง

     ฐานคิดของการจัดการศึกษาหลักสูตรควบสองปริญญา จึงอยู่ที่การเชื่อมโยงศาสตร์ เพื่อพัฒนานิสิตให้มีความรู้ ความสามารถ และสมรรถนะมากกว่าหนึ่งด้าน สามารถบูรณาการองค์ความรู้จากสองศาสตร์ไปใช้ในการทำงาน การประกอบอาชีพ และการสร้างคุณค่าให้แก่องค์กร ชุมชน และสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อว่า ผู้ที่มีความสามารถหลากหลายย่อมมีโอกาสในการทำงานที่กว้างขึ้น เติบโตในบทบาทการทำงานที่ซับซ้อนขึ้น และปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานได้ดีขึ้น

     การจัดการศึกษาหลักสูตรควบสองปริญญาของมหาวิทยาลัยพะเยาเริ่มต้นตั้งแต่ปีการศึกษา 2550 ในสมัยที่ยังเป็นมหาวิทยาลัยนเรศวร พะเยา ระยะแรกมีการจัดการศึกษาหลักสูตรระดับปริญญาตรีควบสองปริญญาเพียง 1 คู่ คือ หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิตและหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ มีนิสิตเพียง 19 คน จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ นี้สะท้อนเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการพัฒนานักกฎหมายด้านเทคโนโลยี หรือนักกฎหมายที่มีความเข้าใจเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นสมรรถนะที่เริ่มมีความสำคัญต่อสังคมและระบบงานในขณะนั้น

จากหนึ่งสู่หลายคู่หลักสูตร เชื่อมศาสตร์และสร้างโอกาสทางอาชีพ

     จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว การจัดการศึกษาหลักสูตรควบสองปริญญาค่อย ๆ พัฒนาไปสู่ระบบการเรียนรู้ที่มีความชัดเจนมากขึ้น เมื่อมหาวิทยาลัยได้รับการพัฒนาและยกระดับเป็นมหาวิทยาลัยพะเยา ในปีการศึกษา 2553 การจัดการศึกษาหลักสูตรระดับปริญญาตรีควบสองปริญญาได้ขยายศาสตร์และจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 6 คู่ สะท้อนให้เห็นพัฒนาการของการออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงศาสตร์อย่างเป็นระบบมากขึ้น

     ต่อมาในปีการศึกษา 2554 มหาวิทยาลัยพะเยาเริ่มจัดการศึกษาหลักสูตรระดับปริญญาตรีควบปริญญาโท จำนวน 3 หลักสูตร ได้แก่ วท.บ. (เคมี) ควบ วท.ม. (วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม) วท.บ. (จุลชีววิทยา) ควบ วท.ม. (วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม) และ วท.บ. (ชีววิทยา) ควบ วท.ม. (วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม) การพัฒนานี้ทำให้นิสิตมีโอกาสวางแผนการเรียนรู้ได้ต่อเนื่องมากขึ้น และสามารถพัฒนาความรู้เชิงลึกควบคู่กับการยกระดับสมรรถนะทางวิชาการ

     ปัจจุบันมหาวิทยาลัยพะเยามีหลักสูตรระดับปริญญาตรีควบสองปริญญา จำนวน 25 คู่ และหลักสูตรระดับปริญญาตรีควบปริญญาโท จำนวน 9 คู่ มีนิสิตในหลักสูตรดังกล่าวประมาณ 3,000 คน คิดเป็นร้อยละ 13 ของจำนวนนิสิตทั้งหมดของมหาวิทยาลัย จำนวนหลักสูตรและจำนวนนิสิตดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การจัดการศึกษาสองปริญญาได้พัฒนาจากทางเลือกเฉพาะบางหลักสูตร ไปสู่ทิศทางการพัฒนาหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยพะเยาให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสให้นิสิตเติบโตได้มากกว่าหนึ่งเส้นทาง

สมรรถนะสำคัญ: รู้ลึกในศาสตร์หลัก เชื่อมกว้างกับศาสตร์ร่วม

     การออกแบบหลักสูตรควบสองปริญญาเริ่มจาก Demand Side หรือความต้องการของผู้ใช้บัณฑิตและตลาดงานเป็นจุดตั้งต้น เพื่อให้เห็นชัดเจนว่านิสิตควรมีความรู้ ทักษะ สมรรถนะ และประสบการณ์ใดจึงจะพร้อมต่อการทำงานจริง จากนั้นหลักสูตรทั้งสองศาสตร์จึงร่วมกันออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ รายวิชา ประสบการณ์สำคัญ และหลักฐานการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม

     การพัฒนานิสิตเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดหลักสูตร โดยชั้นปีแรกมุ่งสร้างความเข้าใจภาพรวมของสองศาสตร์ เป้าหมายของหลักสูตร และความสัมพันธ์ขององค์ความรู้ทั้งสองด้าน ชั้นปีกลางเปิดโอกาสให้นิสิตฝึกใช้แนวคิดจากสองศาสตร์ผ่านกรณีศึกษา โจทย์จริง หรือสถานการณ์จำลองที่สะท้อนบริบทของงาน ส่วนชั้นปีปลายเน้นโครงงาน ฝึกงาน สหกิจศึกษา หรือประสบการณ์วิชาชีพที่ให้นิสิตแสดงความสามารถในการบูรณาการความรู้สองด้านเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่มีคุณค่า

     สมรรถนะปลายทางของนิสิตหลักสูตรควบสองปริญญา จึงอยู่ที่การรู้ลึกในศาสตร์หลักและเชื่อมกว้างกับศาสตร์ร่วม สามารถใช้ความรู้จากสองศาสตร์เพื่อทำความเข้าใจปัญหา พัฒนางาน และสร้างผลลัพธ์ที่เหมาะสมกับบริบท นิสิตต้องมีความรู้เชิงลึกในศาสตร์หลัก มีความเข้าใจเชิงประยุกต์ในศาสตร์ที่เชื่อมโยง อ่านปัญหาเชิงระบบ ใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ สื่อสารกับผู้ที่มีพื้นฐานความรู้ต่างกัน และเลือกแนวทางดำเนินงานที่เหมาะสมกับองค์กร ชุมชน และสังคมได้อย่างมีเหตุผล

กลไกขับเคลื่อน: เป้าหมายร่วม การบริหารร่วม และการเรียนรู้ร่วม

     คุณภาพของหลักสูตรควบสองปริญญาเกิดจากการตั้งเป้าหมายร่วมกันของหลักสูตรทั้งสองศาสตร์ ใช้สมรรถนะของนิสิตเป็นแกนกลาง สู่การออกแบบโครงสร้างและแผนการจัดการศึกษา รายวิชาที่เชื่อมโยงกัน ประสบการณ์การเรียนรู้ และวิธีประเมินผลที่สะท้อนความสามารถในการบูรณาการความรู้ไปใช้จริง การมีเป้าหมายทางวิชาการร่วมกัน ช่วยทำให้การร่วมพัฒนานิสิตเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม และทำให้นิสิตเห็นเส้นทางการเติบโตของตนเองได้ชัดเจน

     การจัดการศึกษาหลักสูตรควบสองปริญญาต้องอาศัยการตัดสินใจร่วมกันทั้งในระดับนโยบาย ระดับหลักสูตร และระดับปฏิบัติการ การบริหารงานร่วมกันของคณบดีและผู้บริหารคณะที่เกี่ยวข้องจึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนหลักสูตรให้เกิดความเป็นเอกภาพ คณบดีของคณะที่ร่วมจัดการศึกษามีบทบาทในการกำหนดทิศทาง สนับสนุนทรัพยากร จัดระบบการเรียนการสอน ประสานภาระงานของอาจารย์ กำกับคุณภาพหลักสูตร และแก้ไขข้อจำกัดที่เกิดจากการจัดการศึกษาข้ามคณะ กลไกการบริหารร่วมกันในระดับคณบดีช่วยให้หลักสูตรสามารถดำเนินงานได้ต่อเนื่อง เชื่อมโยงการทำงานระหว่างคณะ และสนับสนุนเส้นทางการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างมีคุณภาพ นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงการทบทวนผลการดำเนินงานของหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านจำนวนผู้เรียน ความก้าวหน้าของนิสิต ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และพิจารณาร่วมกันว่าการจัดการหลักสูตรควบนี้ยังเป็นที่ต้องการของตลาดงานหรือไม่

     ความสำเร็จของการจัดการศึกษาหลักสูตรควบสองปริญญาเกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันของอาจารย์ทั้งสองหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง เพราะการเรียนสองศาสตร์ไม่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยการจัดรายวิชาแยกจากกันเท่านั้น แต่อาจารย์ต้องร่วมกันวางโครงสร้างหลักสูตร ลดความซ้ำซ้อนของรายวิชา จัดลำดับการเรียนรู้ ออกแบบรายวิชาและโจทย์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกัน รวมถึงกำหนดวิธีประเมินผลที่สะท้อนการบูรณาการความรู้ของนิสิต กระบวนการดังกล่าวทำให้นิสิตได้ฝึกคิดและลงมือทำผ่านกรณีศึกษา โครงงาน รายวิชาที่ใช้โจทย์ร่วม การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ และกิจกรรมที่เชื่อมโยงความรู้กับบริบทจริง

     ระบบการให้คำปรึกษาร่วมกันเป็นอีกกลไกหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการจัดการศึกษาหลักสูตรควบสองปริญญา เนื่องจากผู้เรียนต้องเดินในเส้นทางการศึกษาที่มีความซับซ้อนกว่าหลักสูตรทั่วไป ทั้งในด้านแผนการเรียน ภาระรายวิชา เงื่อนไขการสำเร็จการศึกษา และการเชื่อมโยงความรู้จากสองศาสตร์ มหาวิทยาลัยจึงต้องสื่อสารข้อมูลให้ผู้เรียนเข้าใจอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น พร้อมจัดระบบติดตามความก้าวหน้า ดูแลภาระการเรียน และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกประสบการณ์เรียนรู้ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของหลักสูตรและโอกาสทางอาชีพ

คุณค่าปลายทาง: เวลา โอกาส อาชีพ และสังคม

     ในระดับอาชีพ บัณฑิตมีโอกาสทำงานได้กว้างขึ้น ทั้งในศาสตร์หลัก ตำแหน่งที่ต้องใช้ความรู้ผสมผสาน งานที่ต้องประสานกับผู้เชี่ยวชาญต่างสาขา และบทบาทใหม่ที่ตลาดงานต้องการ ความรู้สองศาสตร์ช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน เพราะเข้าใจปัญหาได้หลายมิติ สื่อสารกับคนต่างสายงานได้ดีขึ้น มีพื้นฐานในการพัฒนางานที่ซับซ้อนมากขึ้น ทำให้มีโอกาสได้รับค่าตอบแทนที่สูงขึ้น และมีแนวโน้มเติบโตในเส้นทางอาชีพได้ดีกว่าผู้ที่มีขอบเขตความรู้จำกัดอยู่เพียงศาสตร์เดียว เช่น ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิตควบคู่กับบัญชีบัณฑิต สามารถทำงานด้านกฎหมายธุรกิจ ภาษี การตรวจสอบ และการบริหารความเสี่ยงขององค์กร ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมควบคู่กับวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สามารถทำงานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยในสถานประกอบการ และการจัดการความเสี่ยงในภาคอุตสาหกรรม ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิตควบคู่กับเศรษฐศาสตรบัณฑิต สามารถทำงานด้านนโยบายสุขภาพ การวิเคราะห์ความคุ้มค่าของโครงการ และการบริหารทรัพยากรสุขภาพ ส่วนผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรการศึกษาบัณฑิตควบคู่กับวิทยาศาสตรบัณฑิต สามารถประกอบวิชาชีพครูวิทยาศาสตร์ที่มีความรู้ลึกทั้งด้านเนื้อหาวิทยาศาสตร์และกระบวนการจัดการเรียนรู้

     การจัดการศึกษารูปแบบนี้ก่อให้เกิดคุณค่าต่อผู้เรียน องค์กร ชุมชน และสังคม เพราะเป็นการสร้างบัณฑิตที่พร้อมนำความรู้ไปใช้ในการประกอบอาชีพ เข้าใจปัญหาในบริบทจริง และสามารถเชื่อมโยงศาสตร์เพื่อสร้างแนวทางใหม่ในการพัฒนางาน องค์กร และชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม