อัญมณีแห่งขุนเขา สู่กลิ่นหอมในขวดแก้ว เมื่อดอกคำมอกหลวงกลายเป็นน้ำหอมที่มีวิทยาศาสตร์รองรับ


ภาพ:   |   ข้อมูล/บทความ:   |   เพิ่มข่าวโดย: bunjerd.ho@up.ac.th

อัญมณีแห่งขุนเขา สู่กลิ่นหอมในขวดแก้ว เมื่อดอกคำมอกหลวงกลายเป็นน้ำหอมที่มีวิทยาศาสตร์รองรับ
    


     ลองนึกภาพตัวเองกำลังเดินอยู่กลางป่าผลัดใบ ต้นไม้รอบข้างเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงไปหมดแล้ว แต่ท่ามกลางสีซีดจางนั้น กลับมีต้นไม้ต้นหนึ่งที่โดดเด่นด้วยดอกสีเหลืองทองอร่ามสะดุดตา และก่อนที่คุณจะเดินเข้าไปใกล้ กลิ่นหอมหวานเย็นชื่นใจก็โชยมาตามสายลมก่อนแล้ว

     นั่นคือ ต้นคำมอกหลวง หรือที่รู้จักในชื่อสากลว่า Golden Gardenia หรือในภาษาวิทยาศาสตร์ว่า Gardenia sootepensis ต้นไม้ที่บางคนรู้จักดี บางคนเพิ่งเคยได้ยิน แต่ถ้าได้รู้จักแล้ว รับรองว่าจำไม่ลืม

 

ต้นไม้ที่มีดีทุกอย่างตั้งแต่รากฝังลึกในดินไปถึงดอกที่อยู่สูงจากโคนต้น

     คำมอกหลวงเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลาง มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย พบได้ทั่วไปโดยเฉพาะในภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ และพะเยา รวมถึงบางส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างนครพนมและนครราชสีมา


     สิ่งที่ทำให้ต้นไม้ชนิดนี้พิเศษไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่คือประโยชน์ที่มีอยู่แทบทุกส่วน ภูมิปัญญาชาวบ้านใช้แก่นไม้นำไปต้ม ดื่มช่วยรักษาโรคเบาหวาน เนื้อไม้ช่วยแก้โรคบิด เมล็ดใช้ต้มน้ำนำมาสระผม เพื่อกำจัดเหา ส่วนรากและใบ ใช้แก้ไข้ขับเหงื่อหรือชงเป็นชาดื่ม และดอก นั่นแหละที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุด เพราะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่แรงและส่งกลิ่นได้ไกลอย่างน่าทึ่ง ดอกจะบานในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน โดยจะมีสีขาวก่อน จากนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองหรือส้มเมื่อแก่ตัวขึ้น

 

เมื่อมหาวิทยาลัยพะเยาค้นพบว่ามี “สมบัติ” อยู่ในบ้านของตัวเอง

     เรื่องน่าสนใจที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยพะเยาคือ ก่อนที่มหาวิทยาลัยจะก่อตั้งขึ้นด้วยซ้ำ ต้นคำมอกหลวงก็ขึ้นอยู่กระจายทั่วพื้นที่แล้ว และเมื่อทำการสำรวจกลับพบว่า มีต้นที่ขึ้นเองตามธรรมชาติถึง 144 ต้น กระจายอยู่ในจุดต่าง ๆ ทั้งลานคำมอกหลวงหน้าทางขึ้นพระพุทธภุชคารักษ์ (ชื่อที่ตั้งขึ้นใหม่เพราะจุดนี้มีต้นคำมอกหลวงมากที่สุด) หน้าโรงเรียนสาธิตฯ ลานจอดรถ ป่าอนุรักษ์นกยูงไทย ป่าห้วยทับช้าง และอีกหลายจุด

     มหาวิทยาลัยจึงเห็นคุณค่าตรงนี้ และไม่ได้แค่จะอนุรักษ์ไว้ แต่ยังปลูกเพิ่มอีก 336 ต้นและเพาะกล้าสูง 1 เมตรไว้รออีก 2,500 ต้น เพื่อขยายพื้นที่ต่อไป ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งมหาวิทยาลัยพะเยาร่วมสนองพระราชดำริด้วย


 

จากป่า สู่ห้องแล็บ สู่ขวดน้ำหอม


     แต่มีเรื่องที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าจำนวนต้นคำมอกหลวงที่พบในพื้นที่มหาวิทยาลัยพะเยาอีกคือสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องวิจัยของคณะเภสัชศาสตร์ ทีมนักวิจัยที่นำโดย ผศ. ดร.จักรินทร์ ศรีวิไล อาจารย์ประจำสาขาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ได้ทำโครงการที่ชื่อว่า “การพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำหอมจากดอกคำมอกหลวง ระยะที่ 1-2” ซึ่งไม่ใช่แค่การนำดอกไม้มาสกัดกลิ่นธรรมดา ๆ แต่เป็นการศึกษาอย่างจริงจังว่า "น้ำมันหอมระเหยจากดอกของต้นคำมอกหลวง จะสกัดกลิ่นออกมาอย่างไรให้ได้คุณภาพดีที่สุด และน้ำมันหอมระเหยที่ได้ มีกระบวนการและวิธีสกัดใดที่ให้คุณภาพของกลิ่นสูงที่สุด และมีน้ำมันหอมระเหยที่ได้มีฤทธิ์ทางชีวภาพอย่างไร ปลอดภัยแค่ไหน และคนจริง ๆ ชอบกลิ่นแบบไหน"

     ทีมวิจัยเริ่มทดลองสกัดน้ำมันหอมระเหยในหลายวิธี ทั้งการหมักด้วยสารละลาย การทำ cold enfleurage แบบสมัยใหม่ และวิธีที่เรียกว่า Supercritical Fluid Extraction (SFE) ซึ่งใช้คาร์บอนไดออกไซด์แทนตัวทำละลายทางเคมี ผลปรากฏว่าวิธี SFE ให้น้ำมันหอมระเหยที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุด นั่นหมายความว่านอกจากกลิ่นหอมแล้ว ยังอาจมีประโยชน์ต่อผิวอีกด้วย


     จากนั้นทีมวิจัยพัฒนาน้ำหอมออกมาถึง 4 สูตร และนำไปทดสอบกับอาสาสมัครจริงอีก 180 คน โดยใช้การประเมินแบบ JAR Scale (เครื่องมือวิจัยทางประสาทสัมผัส (Sensory Evaluation) ที่ใช้ตรวจสอบความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อความเข้มข้นของลักษณะเฉพาะต่าง ๆ (เช่น ความสดชื่น ความหวานรู้สึกผ่อนคลายรู้สึกตื่นตัว) ว่าพอดีแล้ว หรือควรปรับเปลี่ยนอย่างไร โดยมักใช้มาตราส่วน 3 หรือ 5 ระดับ ตั้งแต่ “น้อยเกินไป” ถึง “มากเกินไปผลที่ได้คือ ทุกสูตรได้รับความพึงพอใจเกินครึ่ง โดยสูตร F01 ได้รับความชื่นชอบมากที่สุดที่ 64% ส่วนเรื่องความปลอดภัยนั้น ทดสอบด้วยวิธี 4-hour closed patch test(วิธีการทดสอบความปลอดภัยและการระคายเคืองของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหรือสารเคมี โดยการทาสารทดสอบลงบนผิวหนังใต้ท้องแขนแล้วปิดทับด้วยแผ่นแปะ (Patch) เพื่อให้สารนั้นสัมผัสกับผิวหนังอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4 ชั่วโมงก่อนจะนำแผ่นแปะออกและอ่านผลต่อเนื่อง 24 และ 48 ชั่วโมงตามลำดับ) ในอาสาสมัครจำนวน 22 คน พบว่าผลิตภัณฑ์ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง

     ความสำเร็จทั้งหมดนี้ยังนำไปสู่การยื่นจดอนุสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้วจำนวน 3 ฉบับ ครอบคลุมสูตรครีมนวดผม ครีมเจลบำรุงผิว และสบู่เหลวที่มีน้ำหอมดอกคำมอกหลวงเป็นส่วนประกอบ

  

KOSSUP - เมื่อกลิ่นหอมของพะเยาบรรจุในขวด

     ผลลัพธ์ทั้งหมดนั้นก่อร่างสร้างตัวจนเกิดเป็นแบรนด์ KOSSUP ผลิตภัณฑ์น้ำหอมชุด PERFUME sets the scent of GOLDEN GARDENIA ซึ่งประกอบด้วย 4 กลิ่นที่แต่ละกลิ่นถูกออกแบบมาเพื่อบอกเล่ามุมมองของมหาวิทยาลัยพะเยาในแบบที่ต่างกัน

  • กลิ่น Soliflore  กลิ่นดอกคำมอกหลวงอันเป็นดอกไม้ที่สือถึงมหาวิทยาลัยพะเยา มีกลิ่นหอมหวานอย่างลงตัว
  • กลิ่น Chypre - กลิ่นหอมหรูหรา ไฮโซ สุดคลาดสิค เหมาะกับสุภาพบุรุษที่รักสะอาด ทันสมัย Luxury
  • กลิ่น Amber - กลิ่นหอมที่เหมาะกับทุกเพศ สำหรับสุภาพบุรุษที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง สไตล์อบอุ่น เป็นผู้นำเทรนด์ และสำหรับสุภาพสตรีที่รักการทำงาน ทะมัดทะแมง กระตือรือร้นตลอดเวลา
  • กลิ่น Floral  กลิ่นหอมที่ออกแนวหวาน น่ารัก ชวนให้หลงใหล มีเสน่ห์ เหมาะกับสาวที่มีความทันสมัย


     ทุกกลิ่นมีน้ำมันหอมระเหยจากดอกคำมอกหลวงเป็นหัวใจหลักสำคัญ ที่ผ่านการคัดสรรวัตถุดิบและกระบวนการสกัดที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ และผ่านการทดสอบความปลอดภัยในอาสาสมัครเรียบร้อยแล้ว

 

แต่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากวันหนึ่งต้นคำมอกหลวงหายไปจากผืนป่า

     นั่นคือเหตุผลที่การอนุรักษ์ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามหรือความภาคภูมิใจ แต่คือการปกป้องต้นทุนที่แท้จริง เพราะถ้าทรัพยากรธรรมชาติหมดสิ้นไป ไม่มีห้องแล็บไหนในโลก ที่จะสร้างกลิ่นแบบนี้ขึ้นมาใหม่ได้จากศูนย์ การที่มหาวิทยาลัยพะเยาเลือกปลูกเพิ่ม เพาะกล้า และจัดพื้นที่สีเขียวให้ต้นคำมอกหลวงได้เติบโตอย่างยั่งยืน จึงไม่ใช่แค่โครงการเพื่อภูมิทัศน์ แต่คือการลงทุนในอนาคตที่ทุกคนจะได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน

     มันน่าสนใจไม่น้อยเลย ที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ที่ขึ้นเองในป่าและแอบซ้อนตัวอยู่อย่างเงียบ ๆ ก่อนที่มหาวิทยาลัยพะเยาจะก่อตั้งด้วยซ้ำ วันนี้กลายมาเป็นทั้งสัญลักษณ์ของสถาบันแห่งนี้ มีงานวิจัยระดับสิทธิบัตร และผลิตภัณฑ์ที่พร้อมบอกโลกว่า ประเทศไทย มีสมบัติที่ยังรอการค้นพบอีกมาก เพราะว่าบางทีสิ่งที่มีค่าที่สุด ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล มันขึ้นอยู่กลางป่า หรือบางครั้งอาจจะอยู่แค่หลังบ้านของเรา เพื่อรอให้ใครสักคนมองเห็นคุณค่า และนี่คือสิ่งที่ KOSSUPกำลังพิสูจน์ว่า กลิ่นหอมของพะเยา ไม่ได้มีอยู่แค่ในป่าอีกต่อไป แต่ถูกกลั่นออกมาด้วยวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ มาบรรจุในขวดแก้ว และพร้อมพาชื่อของภาคเหนือไปสู่ทุกมุมโลก




ข้อมูล: ผศ.ดร.จักรินทร์ ศรีวิไล อาจารย์ประจำหลักสูตร วิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง คณะเภสัชศาสตร์ หัวหน้าโครงการวิจัย

เขียน/เรียบเรียง: บรรเจิด หงษ์จักร นักประชาสัมพันธ์ งานสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยพะเยา



facebooktwitterline

แท็กที่เกี่ยวข้อง


15/05/2569 09:39 น. (7 ชั่วโมงที่แล้ว)

สถิติการอ่านข่าวนี้
วันนี้: 25 ครั้ง | เมื่อวาน: 0 ครั้ง | เดือนนี้: 25 ครั้ง | ปีนี้: 25 ครั้ง | รวม: 25 ครั้ง