
ผมเริ่มเรื่องนี้ด้วยภาพที่ติดตาที่สุด นั้นคือลายเสือคำรามบนขวดแก้วใสขวดหนึ่ง
ถ้าไม่มีใครเล่าให้ฟัง ผมคงเดาไม่ออกเลยว่าลายเสือนั้นมีที่มาจากรอยสักบนแผ่นหลังของคุณตา ต้นตำรับการกลั่นสุราของครอบครัวหนึ่งที่อำเภอจุน จังหวัดพะเยา และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของ "คีรีขาล" (KIRIKHAN) สุรากลั่นชุมชนจากวิสาหกิจชุมชนกำนันเดชสุรากลั่น ที่ไม่ได้ขายแค่รสชาติ แต่ขายความทรงจำ ความผูกพัน ผ่านข้าวเหนียวพันธุ์ "กข6" ที่ปลูกในผืนดินพะเยาเอง
ฟังดูโรแมนติกใช่ไหมครับ แต่โรงกลั่นชุมชนแบบนี้ทุกแห่งมีปัญหาเดียวกันซ่อนอยู่
เมื่อคำว่า "กะเอา" ไม่พอสำหรับตลาดโลก
"กะเอา" เป็นภาษาเหนือ หมายถึงการประมาณเอาเอง ไม่ต้องตวงวัดให้เป๊ะ แต่เดิมสุรากลั่นชุมชนก็อาศัยสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นศิลปะแบบนี้แหละครับ คือการ "จดจำ" และ "สัมผัส" ของช่างกลั่นประจำบ้าน ต้มด้วยความรู้สึก ดมด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต รสชาติอร่อยไม่มีใครเถียง แต่ถามว่ารสชาติหรือคุณภาพเท่ากันทุกครั้งไหม คำตอบคือไม่แน่เสมอไป และนี่แหละคืออุปสรรคที่กันไม่ให้สุราพื้นบ้านก้าวข้ามไปสู่ระดับสากล ที่ต้องการความสม่ำเสมอ คุณภาพที่ตรวจสอบได้ และต้นทุนที่คุ้มค่าในทุกรอบการผลิต
จุดเปลี่ยนมาถึงเมื่อทีมนักวิจัยนำโดย ผศ.ดร.เอราวิล ถาวร หัวหน้าโครงการ ผศ.ดร.สุธรรม อรุณ และ รศ.ดร.อภิศักดิ์ วิทยาประภากร เดินทางมาเจอกับโรงกลั่นคีรีขาล ภายใต้โครงการ Reinventing University (โครงการปฏิรูปมหาวิทยาลัยเพื่อนำองค์ความรู้ไปพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก) ปี 2568 ทีมวิจัยไม่ได้มองหาโรงงานใหญ่โต แต่มองหา "ความตั้งใจของชุมชน" และคีรีขาลก็มีครบ ทั้งวัตถุดิบดี รสชาติมีเอกลักษณ์ เหลือเพียงอย่างเดียวคือความมั่นใจทางวิทยาศาสตร์ที่จะมาเสริม ไม่ใช่มาแทนที่ภูมิปัญญาเดิม
ที่จริงแล้ว วิสาหกิจแห่งนี้มีบทบาทมากกว่าการกลั่นสุราขายเสียอีก เพราะทุกขวดที่ผลิตออกไป หมายถึงการจ้างงานในหมู่บ้านและการเพิ่มมูลค่าให้ข้าวที่เกษตรกรปลูก นี่คือเศรษฐกิจฐานรากในความหมายที่จับต้องได้จริง ไม่ใช่แค่คำสวยหรูในเอกสารโครงการ
ทีมนักวิจัยลงพื้นที่เก็บข้อมูลอย่างจริงจัง แล้วพบว่าระบบกลั่นแบบดั้งเดิมสูญเสียพลังงานไปมากจากการถ่ายเทความร้อนที่ไม่มีประสิทธิภาพ หม้อต้มไอน้ำเกิดตะกรันจากน้ำบาดาลที่มีความกระด้างสูง และไม่มีระบบควบคุมพลังงานที่เป็นระบบเลย
และถ้าจะพูดถึงหัวใจของโรงกลั่นทั้งระบบ ก็คงหนีไม่พ้นหม้อต้มไอน้ำนี่แหละครับ เพราะไม่ใช่แค่อุปกรณ์ที่ทำให้ผลิตได้มากหรือน้อย แต่เป็นจุดที่ต้องควบคุมเป็นพิเศษ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยล้วน ๆ หม้อต้มไอน้ำทำงานภายใต้ความดันและอุณหภูมิสูงตลอดเวลา หากออกแบบหรือใช้งานผิดวิธี มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงถึงขั้นระเบิดได้ ด้วยเหตุนี้ การออกแบบและติดตั้งจึงต้องผ่านการรับรองจากวิศวกรที่มีความรู้เฉพาะทางจริง ๆ ไม่ใช่แค่ประสบการณ์ล้วน ๆ เหมือนแต่ก่อน และคนที่ควบคุมหน้างานก็ต้องมีองค์ความรู้เพียงพอที่จะใช้งานและดูแลหม้อต้มได้อย่างถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุกับตัวเองและคนรอบข้าง
 |
 |
ทางแก้ที่นักวิจัยเลือกใช้จึงไม่ใช่แค่เรื่องประหยัดพลังงานอย่างเดียว แต่คำนึงถึงความปลอดภัยของหม้อต้มเป็นโจทย์หลักไปพร้อมกัน สิ่งที่ลงมือทำคือติดตั้งระบบกรองน้ำเพื่อลดความกระด้างและป้องกันตะกรันสะสมในหม้อต้ม ซึ่งถ้าปล่อยไว้นาน ๆ ตะกรันจะทำให้การถ่ายเทความร้อนผิดปกติและเพิ่มความเสี่ยงต่อตัวหม้อต้มเอง แล้วหุ้มฉนวนกันความร้อนตรงจุดสำคัญของระบบกลั่น เพื่อลดการรั่วไหลของพลังงาน พร้อมกันนั้นก็ถ่ายทอดความรู้และฝึกปฏิบัติจริงให้สมาชิกวิสาหกิจ ทั้งเรื่องการควบคุมคุณภาพและการใช้งานหม้อต้มไอน้ำอย่างปลอดภัย เพื่อให้พวกเขาเป็นคนดูแลระบบด้วยตัวเองได้อย่างมั่นใจ ไม่ใช่ต้องพึ่งพานักวิจัยไปตลอด
หลังจบโครงการ ผลลัพธ์ที่ออกมาน่าประทับใจกว่าที่คิดไว้มาก
ระบบกลั่นใช้เชื้อเพลิงก๊าซ LPG ลดลงถึงร้อยละ 30.88 ผลิตสุราได้เพิ่มขึ้น 169.4 ลิตรต่อปี ต้นทุนการผลิตลดลง รายได้ของวิสาหกิจ สมาชิก และเกษตรกรต้นน้ำเพิ่มขึ้นตามกัน แถมยังลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1.331 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ต่อปี ซึ่งเป็นผลลัพธ์เชิงสิ่งแวดล้อมที่จับต้องได้จริง ไม่ใช่แค่คำโฆษณาสวยหรู
แต่ตัวเลขที่ผมว่าน่าสนใจที่สุดคือค่า SROI (Social Return on Investment หรือผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน) ซึ่งประเมินออกมาได้ที่ 15.30 เท่า
พูดง่าย ๆ คือทุก 1 บาทที่ลงทุนไปกับโครงการนี้ สร้างมูลค่าคืนกลับสู่สังคมได้ถึง 15.30 บาท นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขสวย ๆ ในรายงาน แต่คือหลักฐานว่างานวิจัยเชิงพื้นที่แบบนี้สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมได้จริงในระดับสูง และเป็นต้นแบบว่ามหาวิทยาลัยสามารถเป็นกลไกพัฒนาพื้นที่ (Area-based Development หรือการพัฒนาที่อาศัยพื้นที่จริงเป็นตัวตั้ง) ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการเรียนรู้ตลอดชีวิตเข้าด้วยกันได้อย่างเป็นรูปธรรม
โครงการนี้ยึดกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 7 หรือ SDG 7 (พลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้) เป็นแกนหลัก มุ่งลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการกลั่น ผ่านเทคโนโลยีที่เหมาะกับบริบทพื้นที่จริง ไม่ใช่การยัดเยียดเทคโนโลยีจากที่อื่นมาใช้

จากสูตรลับในหัว สู่ตำราที่ใครก็ทำตามได้
เรื่องยังไม่จบแค่นี้ครับ เพราะจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดที่ทีมนักวิจัยมองเห็นคือ การเปลี่ยนความคิดจากภูมิปัญญาที่อยู่ในหัวของช่างกลั่นเพียงคนเดียว ให้กลายเป็นมาตรฐานที่ส่งต่อได้ ปีถัดมา คณะวิศวกรรมศาสตร์ได้รับทุนสนับสนุนต่อยอดภายใต้โครงการ "1 คณะ 1 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG)" จากมหาวิทยาลัยพะเยา เพื่อยกระดับกระบวนการควบคุมคุณภาพการผลิตต่อไปอีกขั้น คณะวิศวกรรมศาสตร์จึงได้ร่วมกับอาจารย์เนวิชญานิ์ วุฒินิธิศานันท์ คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา ได้เข้ามาช่วยดูเรื่องการสร้างมาตรฐานการผลิตให้ด้วย
และต่อจากนี้สิ่งที่เคยอาศัยแค่ "การจดจำ" และ "สัมผัส" ของช่างกลั่น ถูกนักวิจัยสกัดออกมาเป็นเอกสารขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐาน หรือ SOP (Standard Operating Procedure) ซึ่งไม่ใช่การลบภูมิปัญญาเดิมทิ้ง แต่คือการเขียนมันขึ้นเป็นตำราที่ใครก็ต่อยอดได้ นี่คือสิ่งที่ทำให้ "คีรีขาล" ก้าวข้ามจากการเป็นแค่สุรากลั่นชุมชนที่ขายความน่ารักของภูมิปัญญาท้องถิ่น ไปสู่การเป็น "Craft Spirits" เต็มตัว ที่มีงานวิจัยและหลักวิศวกรรมยืนหนุนอยู่เบื้องหลังอย่างมั่นคง
และเมื่อมาตรฐานมันแน่นแล้ว ประตูสู่ตลาดใหม่ก็เปิดตามมาเอง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคที่มองหาสุราพื้นบ้านคุณภาพสูง ที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทยพอ ๆ กับรสชาติ
เมื่อวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมผลักดันภูมิปัญญาสู่มาตรฐาน
เรื่องราวของคีรีขาลทำให้ผมนึกถึงประโยคหนึ่งที่สรุปทุกอย่างได้ดีที่สุด นั่นคือ "วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมไม่ได้มาเพื่อทำลายเสน่ห์ของชุมชน แต่มาเพื่อยกระดับภูมิปัญญาให้กลายเป็นมาตรฐานที่พร้อมแข่งขันในระดับสากลได้อย่างยั่งยืน"
จากไหกลั่นในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อำเภอจุน วันนี้คีรีขาลไม่ได้เป็นแค่เรื่องเล่าของครอบครัวหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องเล่าของความร่วมมือระหว่างชุมชนกับมหาวิทยาลัย ที่พิสูจน์ด้วยตัวเลขจริงว่า เมื่อภูมิปัญญาท้องถิ่นได้พบกับวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจและเคารพรากเหง้า ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่สุราที่ดีขึ้น แต่คือความยั่งยืนที่ย้อนกลับคืนสู่ทุกคนในห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่เกษตรกรต้นน้ำไปจนถึงผู้บริโภคในวันนี้
