Basic Copyrights Series (1): 4 + 1 คำศัพท์พื้นฐานเพื่อทำความเข้าใจเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์
ในบทความนี้ เราจะมาชวนทำความรู้จักกับศัพท์กฎหมายลิขสิทธิ์ 4 คำที่เป็นหลักการพื้นฐานของการพิจารณาว่างานที่มีผู้ทำขึ้นอยู่มีลักษณะเป็นงานสร้างสรรค์ (creative works) ที่กฎหมายลิขสิทธิ์ให้การคุ้มครองหรือไม่ และมีแถมอีก 1 คำที่เราอาจจะได้ยินบ่อย ๆ อย่างคำว่า “plagiarism” ที่หลายคนอาจสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่ และทำไมถึงเป็นสิ่งที่ไม่ได้รับการยอมรับในทางวิชาการ
1. การแสดงออกซึ่งความคิด (Expression of Ideas)
การแสดงออกซึ่งความคิด (Expression of Ideas) เป็นหนึ่งในสององค์ประกอบของงานอันมีลิขสิทธิ์ ซึ่งได้แก่ การแสดงออกซึ่งความคิดและการสร้างสรรค์ด้วยตนเอง (Originality)
ตามปกติแล้ว ความคิดหรือแนวคิด (Idea) ที่ยังไม่ได้แสดงออกมาให้ปรากฏในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งจะยังไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ แต่เมื่อใดที่มีการแสดงออกซึ่งความคิด (Expression of Ideas) ปรากฏขึ้นในรูปแบบของงานสร้างสรรค์อย่างใดอย่างหนึ่ง งานสร้างสรรค์ที่ใช้ในการถ่ายทอดแนวคิดของผู้สร้างสรรค์ก็จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยจะได้รับการคุ้มครองในส่วนที่เป็นสาระสำคัญของตัวงาน รวมไปถึงองค์ประกอบอื่น ๆ ของงานที่ปรากฏ แต่ส่วนของแนวคิดและองค์ประกอบทั่ว ๆ ไป ที่สามารถพบได้ในงานประเภทดังกล่าว เช่น พล็อตเรื่องหรือโครงเรื่องแบบกว้าง ๆ จะไม่อยู่ในขอบเขตการคุ้มครองของกฎหมาย
ตัวอย่างเช่น พล็อตนิยายที่มีตัวเอกจากสองตระกูลที่เป็นศัตรูกันมาพบรักกันจนนำไปสู่จุดจบที่เป็นโศกนาฏกรรม ในส่วนของพล็อตแบบกว้าง ๆ นี้ยังถือว่าเป็นแนวคิดหรือไอเดียของเรื่องที่ใครจะนำไปใช้ก็ได้ แต่เมื่อพล็อตดังกล่าวมีรายละเอียดเพิ่มเติมขึ้นมา ได้แก่ ตัวละครหลัก ตัวละครประกอบ เส้นทางการดำเนินเรื่อง ฉาก จุดพลิกผันต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น องค์ประกอบที่รวมกันขึ้นเป็นนิยายทั้งเรื่อง งานนั้นก็จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ในฐานะงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรม
โดยส่วนใหญ่แล้ว รายละเอียดที่กล่าวมาข้างต้นมักจะมีความแตกต่างกันหรือมีความเฉพาะตัวไปตามแต่ผู้เขียนจะสร้างสรรค์ขึ้น แต่ก็อาจมีรายละเอียดทั่วไปบางอย่างที่อาจเหมือนหรือคล้ายกันได้ เช่น ในนิยายวิทยาศาสตร์อาจมีการเดินทางด้วยประตูมิติ หรือในนิยายที่มีตัวเอกเป็นแวมไพร์ ตัวเอกก็ต้องดื่มเลือดเป็นอาหาร ส่วนมนุษย์หมาป่าก็จะแปลงร่างเมื่อเห็นพระจันทร์เต็มดวง เป็นต้น ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้อาจเหมือนหรือคล้ายกันได้
สำหรับรายละเอียดอื่น ๆ ที่มีความเฉพาะตัวหรือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เช่น ตัวเอกเป็นแวมไพร์ที่ดื่มเลือดแล้วท้องเสียเหมือนคนที่ทนแลคโตสในนมวัวไม่ได้ ทำให้ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ซึ่งเป็นจุดที่มีความต่างจากแวมไพร์ในเรื่องอื่น ๆ ทั่วไป ในส่วนนี้ก็จะถือเป็นสาระสำคัญหรือองค์ประกอบเฉพาะของงานสร้างสรรค์เรื่องนั้น ๆ ของผู้สร้างสรรค์แต่ละคนมักจะมีแตกต่างกันไป ซึ่งถ้าหากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการลอกเลียนงานอันมีลิขสิทธิ์เกิดขึ้นก็จะนำมาใช้ในการเปรียบเทียบความเหมือนหรือความคล้ายกันในรายละเอียดได้
เมื่อมีการทำงานสร้างสรรค์ประเภทใดประเภทหนึ่งซึ่งเป็นการแสดงออกซึ่งความคิด (Expression of Ideas) ออกมาแล้ว งานสร้างสรรค์ดังกล่าวก็จะ “ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์โดยอัตโนมัติ” กล่าวคือ ไม่จำเป็นต้องนำงานไปจดทะเบียนเพื่อขอรับความคุ้มครองก็ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแล้ว แต่ผู้สร้างสรรค์งานอาจนำงานไป “จดแจ้ง” กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ เพื่อเป็นหลักฐานในการยืนยันตัวผู้สร้างสรรค์และลักษณะของงานที่ได้สร้างสรรค์ขึ้น ในกรณีที่อาจมีข้อพิพาททางทรัพย์สินทางปัญญาในภายหลัง
2. การสร้างสรรค์ด้วยตนเอง (Originality)
การสร้างสรรค์ด้วยตนเอง (Originality) เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของการเป็นงานสร้างสรรค์ที่จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ กฎหมายไม่ได้ให้คำนิยามเอาไว้ แต่ก็มีหลักการที่นำมาใช้ในการพิจารณาว่างานสร้างสรรค์ดังกล่าวเป็นงานที่เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์ของตนเองหรือไม่อยู่
“การสร้างสรรค์ด้วยตนเอง” (originality) อาจนิยามได้ในภาพรวมว่า เป็นงานที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยตนเอง เป็นงานที่ไม่ได้ลอกเลียนแบบงานของผู้อื่นมา แต่ทั้งนี้ งานดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นงานใหม่แบบไม่ซ้ำใครหรือไม่เคยปรากฏมาก่อน (novelty) และอาจมีแนวคิดอย่างกว้าง ๆ หรือมีแรงบันดาลใจมาจากสิ่งเดียวกันกับผู้สร้างสรรค์งานคนอื่นก็ได้ แต่การพิจารณาว่างานนั้นเกิดจากการสร้างสรรค์ด้วยตนเองหรือไม่นั้น มีหลักพิจารณา 2 หลักการ ได้แก่
1. หลักความวิริยะอุตสาหะของผู้สร้างสรรค์ (sweat of the brow doctrine) ที่ผู้สร้างสรรค์จะต้องคิดพิจารณาตัดสินใจ (judgment) มีการลงทุนลงแรง (labour) และใช้ทักษะ (skills) ของตนเองในการสร้างสรรค์งานดังกล่าวออกมา เช่น มีการศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธที่ใช้ต่อสู้กันในการเขียนนิยายประวัติศาสตร์ ออกแบบฉากการสู้รบระหว่างตัวละครหลักที่เป็นคู่ตรงข้าม ลงมือเขียนและถ่ายทอดเนื้อหาที่ต้องการสื่อสารให้ผู้อ่านได้รับทราบด้วยทักษะทางวรรณกรรมของตนเอง และรวมถึงการตรวจทานข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น เป็นต้น
2. หลักระดับการใช้ความสร้างสรรค์ขั้นต่ำ (Modicum of Creativity Doctrine) เป็นหลักการที่มีการนำมาใช้ในการพิจารณาเพิ่มเติมในการพิจารณาคดีลิขสิทธิ์เพิ่มเติมขึ้นจากหลักการใช้ความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์งาน โดยหลักการสร้างสรรค์ทางปัญญาของผู้สร้างสรรค์นี้ ให้ความสำคัญกับความรู้สึกนึกคิดของผู้สร้างสรรค์ที่มีการถ่ายทอดผ่านงานที่ออกมาในรูปแบบที่จับต้องหรือรับรู้ได้ ดังนั้น นอกจากการมีการลงทุนลงแรงในการทำงานขึ้นแล้ว งานสร้างสรรค์ดังกล่าวควรต้องมีระดับการสร้างสรรค์ขั้นต่ำ (minimal degree of creativity) เช่น ในคดี Feist v. Rural (1991) ศาลสหรัฐได้วางหลักพิจารณาเอาไว้ว่า การใช้ความคิดสร้างสรรค์นั้นต้องมีที่มาจากการคิดริเริ่มด้วยตนเองของผู้สร้างสรรค์ (independent creation of its author หรือ author’s own intellectual creation) แม้ว่าระดับการสร้างสรรค์นั้นจะมีเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อผู้สร้างสรรค์นั้นได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตนเองโดยไม่ได้ลอกเลียนแบบใครก็ได้รับการคุ้มครองแล้ว
ตัวอย่างของการใช้ความคิดสร้างสรรค์ขั้นต่ำ เช่น ทำการคัดเลือกรายชื่อของร้านอาหารแนะนำมาจัดอันดับตามความชอบส่วนตัวและเขียนที่อยู่และเวลาเปิดปิดร้าน และเมนูที่ควรทดลองในความคิดของตนเอง แม้ว่าจะมีการจัดเรียงอันดับที่คล้ายกับที่คนอื่นเคยทำเอาไว้ แต่เมื่อเนื้อหาไม่ซ้ำและเป็นการจัดอันดับด้วยตนเอง แม้ไม่ได้ใส่รายละเอียดมากนักแต่ถือเป็นการได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่เพียงพอแล้ว แต่ถ้าเป็นการนำเอาชื่อร้านอาหารกับหมายเลขติดต่อมาพิมพ์รวบรวมเอาไว้ที่เดียว โดยไม่ได้ทำอย่างอื่นเพิ่มเติมนอกจากใส่เลขหน้า ในกรณีหลังยังไม่ถือว่าได้ใช้ระดับการสร้างสรรค์ขั้นต่ำ เป็นต้น
3. งานดัดแปลง (Derivative Works)
งานดัดแปลงหรืองานสร้างสรรค์ต่อยอดเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบหรือประเภทของงานต้นฉบับให้อยู่ในรูปแบบงานหรือประเภทงานใหม่ เช่น การแปลนวนิยายจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย การดัดแปลงเนื้อหาของนิยายเป็นสื่อละคร หรือเปลี่ยนแปลงจากภาพวาดสองมิติเป็นประติมากรรมสามมิติ เป็นต้น โดยการดัดแปลงดังกล่าวต้องเป็นการดัดแปลงในส่วนที่เป็น “สาระสำคัญ” (substantial part) ของงานต้นฉบับหรืองานอันเป็นที่มาของงานดัดแปลงด้วย
ตามหลักกฎหมายลิขสิทธิ์ งานที่นำงานสร้างสรรค์ของผู้อื่นมาดัดแปลงหรือทำงานสร้างสรรค์ต่อยอดจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ก็ต่อเมื่อผู้ทำงานดัดแปลงได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานต้นทางให้นำไปดัดแปลงแล้วเท่านั้น โดยผู้ที่ทำงานดัดแปลงโดยได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องก็จะได้ลิขสิทธิ์ในงานดัดแปลงนั้นไป ในขณะที่เจ้าของงานต้นทางก็ยังคงมีลิขสิทธิ์ในงานของตนอยู่ โดยไม่เสียสิทธิ์ใด ๆ ของตนไป แต่ในกรณีที่มีการนำงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นไปดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือดัดแปลงเกินขอบเขตที่ได้รับอนุญาต และการนำงานของผู้อื่นไปดัดแปลงไม่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นการใช้อย่างเป็นธรรมตามที่กฎหมายกำหนด การดัดแปลงงานของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตย่อมเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
4. สมบัติสาธารณะ (Public Domain)
สมบัติสาธารณะ (Public Domain) คือ งานสร้างสรรค์ที่ไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายลิขสิทธิ์อีกต่อไป เนื่องด้วยเป็นงานที่หมดอายุการคุ้มครองตามกฎหมาย หรือเจ้าของงานนั้นได้สละลิขสิทธิ์ให้เป็นสมบัติสาธารณะ กล่าวคือ งานสร้างสรรค์ดังกล่าวจะตกเป็นของสาธารณะ บุคคลใดก็สามารถนำงานนั้นไปใช้ได้โดยไม่ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
มีคำถามหนึ่งที่มักจะมีผู้สงสัย คือ งานที่มีการดัดแปลงมาจากงานที่เป็นสมบัติสาธารณะ เช่น ภาพยนตร์ นิยาย หรือการ์ตูนที่ดัดแปลงเนื้อเรื่องมาจากพงศวดารหรือวรรณคดีไทยมีลิขสิทธิ์หรือไม่
คำตอบคือ งานสร้างสรรค์ที่มีการดัดแปลงมาจากงานต้นฉบับที่เป็นสมบัติสาธารณะ ถ้างานดังกล่าวมีส่วนที่เป็นสาระสำคัญที่เกิดขึ้นจากการใช้สติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ประกอบกับความวิริยะอุตสาหะของผู้สร้างสรรค์และเข้าเงื่อนไขของงานสร้างสรรค์ด้วยตนเอง (originality) และมีการแสดงออกซึ่งความคิดออกมาเป็นงานรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ย่อมเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ
ตัวอย่างเช่น “พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ” เป็นงานวรรณกรรมที่นิพนธ์มานานแล้วและเป็นสมบัติสาธารณะ โดยบอกเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่เริ่มสถาปนากรุงถึงตอนที่สมเด็จพระนเรศวรไปทำศึกที่อังวะ หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่มีการบันทึกไว้คือ การทำยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชา ในเวลาต่อมา ก็มีผู้สร้างสรรค์นำเอาเรื่องการทำยุทธหัตถีนั้นมาตีความใหม่และเล่าเรื่องราวตามความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง เช่น ภาพยนตร์เรื่องก้านกล้วย (ที่ช้างทรงเป็นตัวเอก สมเด็จพระนเรศวรเป็นตัวละครสมทบ) ภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวร (ที่บอกเล่าพระราชประวัติตั้งแต่เสด็จไปเป็นองค์ประกันจนถึงสวรรคต โดยมียุทธหัตถีเป็นฉากสำคัญฉากหนึ่งของเรื่อง) หรือเว็บตูนเรื่องอโยธยาเอยาวดี (ที่มีการตีความแรงจูงใจในการทำยุทธหัตถีของตัวละครในโลกคู่ขนานที่แตกต่างออกไปจากเรื่องเล่าอิงพงศวดารอื่น ๆ) หรือวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนก็มีการดัดแปลงเป็นงานสร้างสรรค์ต่าง ๆ ที่มีการเพิ่มเติมการตีความและวิธีการนำเสนอแตกต่างออกไป เช่น นวนิยายเรื่องรติรสไม่นำพา และเว็บตูนเรื่องวันทองไร้ใจ ที่ตัวเอกข้ามมิติไปอยู่ในร่างของนางพิมพิลาไลยหรือนางวันทอง โดยทั้งสองเรื่องมีประเภทการนำเสนอที่แตกต่าง และบุคลิกของตัวเอกและการดำเนินเรื่องก็ไม่เหมือนกัน เป็นต้น
จากตัวอย่างที่ยกมา แม้จะมีการนำเอาบุคคลในประวัติศาสตร์หรือตัวละครในวรรณคดีตัวเดียวกันมาใช้ในงานสร้างสรรค์ที่ดัดแปลงจากงานที่เป็นสมบัติสาธารณะ หรือแม้แต่มีพล็อตหรือแนวเรื่องในลักษณะเดียวกัน เช่น ตัวเอกของเรื่องข้ามมิติไปเป็นตัวละครในวรรณคดีเหมือนกัน แต่เมื่อผู้สร้างสรรค์งานได้มีการสร้างการดำเนินเรื่อง การสร้างบุคลิกของตัวละครหลัก การเพิ่มตัวละครประกอบ และมีการดำเนินเรื่องในรูปแบบและเส้นทางของตนเองโดยมีการใช้ความคิดสร้างสรรค์มากเพียงพอ ผู้สร้างสรรค์งานแต่ละคนย่อมมีลิขสิทธิ์ในงานที่มีการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ของตนเองชิ้นนั้น ๆ และงานสร้างสรรค์เหล่านั้นย่อมได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ในส่วนที่มีการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่โดยอัตโนมัติ
5. การลอกเลียนวรรณกรรม (Plagiarism)
การลอกเลียนวรรณกรรม (Plagiarism) ตามคำนิยามของราชบัณฑิตยสถานมีความหมายว่า “การกระทําที่เป็นการแอบอ้างงานเขียนหรืองานสร้างสรรค์ดั้งเดิมของผู้อื่นทั้งหมด หรือนํามาบางส่วนมาใส่ หรือมาใช้ในงานของตนเองโดยไม่มีการอ้างอิงแหล่งที่มา (Citation) หรือประกาศเกียรติคุณ (Acknowledgment) ทั้งด้วยความตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ”
การลอกเลียนวรรณกรรม (Plagiarism) มีลักษณะการกระทำที่กว้างขวางกว่าการละเมิดลิขสิทธิ์และการกระทำที่เข้าข่ายการลอกเลียนวรรณกรรมอาจไม่เข้าข่ายการละเมิดลิขสิทธิ์ เนื่องจากการกระทำที่เข้าลักษณะของการลอกเลียนวรรณกรรมนั้น ครอบคลุมถึงการใช้ความคิด ข้อความ หรือคำพูดของผู้อื่นด้วย ในขณะที่กฎหมายลิขสิทธิ์ยังไม่ครอบคลุมถึงความคิด แนวคิด ทฤษฎี
นอกจากนี้ การลอกเลียนวรรณกรรมยังรวมไปถึงการนำผลงานเดิมของตนเองทั้งหมดหรือบางส่วนมาใช้ซ้ำโดยไม่แจ้งหรืออ้างอิงผลงานเดิมของตนเอง (self-plagiarism) ด้วย ซึ่งแตกต่างจากกรณีของงานสร้างสรรค์ที่เจ้าของงานอันมีลิขสิทธิ์จะสามารถทำซ้ำ ดัดแปลง และนำออกเผยแพร่ซึ่งงานสร้างสรรค์ของตนเองได้
อย่างไรก็ตาม การกระทำที่เป็นการลอกเลียนวรรณกรรมส่วนใหญ่จะไม่เข้าลักษณะของการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่การลอกเลียนวรรณกรรมโดยไม่อ้างอิงแหล่งที่มาหรือแอบอ้างว่าเป็นงานของตนเองถือเป็นการกระทำผิดจรรยาบรรณทางวิชาการอย่างร้ายแรง เนื่องจากเป็นความไม่สุจริตทางวิชาการ (academic dishonesty) ดังนั้น ในการนำเอางานของผู้อื่นมาใช้อ้างอิงประกอบการทำงานของตนเอง โดยเฉพาะในงานวิชาการ ควรมีการถอดความ (paraphrase) หรือใส่เครื่องหมายที่บ่งบอกถึงการอ้างข้อความโดยตรงจากต้นฉบับ (quote) และมีการอ้างอิง (citation) ถึงแหล่งที่มีของแนวคิดและข้อมูลที่นำมาใช้อย่างถูกต้องด้วย
หลังจากทำความเข้าใจกับคำศัพท์พื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับงานสร้างสรรค์และกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ควรรู้ที่น่าจะพอทำให้เห็นภาพของเงื่อนไขในการเป็นงานสร้างสรรค์ที่จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ รวมไปถึงความหมายของการลอกเลียนวรรณกรรมที่หลายกรณีไม่เข้าข่ายการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ก็เป็นความไม่สุจริตทางวิชาการแล้ว ในตอนหน้า เราจะพาไปทำความรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมสิทธิ์” หรือ Moral Rights ในตอน “Basic Copyrights Series (2): ธรรมสิทธิ์ (Moral Rights) สิทธิโดยชอบธรรมของผู้สร้างสรรค์ในการได้รับเครดิต” โดย อ. พรณัชชา ทับพันบุบผา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
บทความโดย อ. ปิยอร เปลี่ยนผดุง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
เอกสารอ้างอิง
David I. Bainbridge, (2018). Intellectual Property (10 the Edition). Pearson: Harlow, United Kingdom.
Tanya Saraswat, (2023). Evolution of Tests of Creativity in Copyrights. IPLF, Available: https://www.ipandlegalfilings.com/evolution-of-tests-of-creativity-in-copyrights/
Himanshu Soni, (2025) Originality in Copyright Law: Sweat of the Brow, Skill & Effort, and the Modicum of Creativity. Intellectual Property Laws, Available: https://medium.com/intellectual-property-laws/originality-in-copyright-law-sweat-of-the-brow-skill-effort-and-the-modicum-of-creativity-1c5bf46f1e12
จตุพล เจริญรื่น และ วริยา ล้ำเลิศ, (2549). หลักการความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในระบอบลิขสิทธิ์ผ่านมิติเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม. วารสารรัชต์ภาคย์, ปีที่ 16 ฉบับที่ 47 กรกฎาคม – สิงหาคม 2565, หน้า 122-140
สุพัฒนา สุธาพร, (2564). ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอาจมิควรอยู่ที่นั่น: แนวทางการตีความหลักการสร้างสรรค์ด้วยตนเองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ไทย. ดุลพาห, เล่มที่ 2 ปีที่ 68 พฤษภาคม – สิงหาคม 2564. https://dunlaphaha.coj.go.th/upload/2564/2/2564_2_a5.pdf
ปาริชา โฉมยงค์, (2022). ปัญหาการนําหลักการสร้างสรรค์ทางปัญญาของผู้สร้างสรรค์ตามการตีความของ ประเทศอังกฤษมาใช้ใน ระบบลิขสิทธิ์ไทย : ศึกษาเปรียบเทียบกรณีการเขียน โปรแกรมคอมพิวเตอร์. Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD). 13194. https://digital.car.chula.ac.th/chulaetd/13194
พิมพ์นิภา ทองไชย, (ม.ป.ป.). เปรียบเทียบปัญหาการลักลอกผลงานทางวิชาการและการละเมิดลิขสิทธิ์งานวรรณกรรม. Available: http://www.lawgrad.ru.ac.th/AbstractsFile/6212012001/1631261022ab9bd19f3893e188d025e9243a347d30_abstract.pdf
หองสมุดคณะเทคนิคการแพทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, (ม.ป.ป.). Turnitin. Available: https://library.ams.cmu.ac.th/library/fileUpload/Turnitin-Student-Jan-2022.pdf
หองสมุดสัญญา ธรรมศักดิ์, (2019). รู้จักกับ PLAGIARISM ความไม่สุจริตทางวิชาการ. Available: https://www.facebook.com/TULawLibrary/posts/pfbid02qfXaJsWgEQXjtatfDYWZC2QGo5riBSPezE7gcyp7wh7Fuo6aGFNL1zwjAok69ewAl
สวทช., (2563). วิธีหลีกเลี่ยงการลอกเลียน (plagiarism) ในงานเขียน. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. Available: https://www.nstda.or.th/home/knowledge_post/how-to-avoid-plagiarism/