วันนี้ผู้เขียนมีโอกาสลงพื้นที่ไปที่บ้านทุ่งมอก ตำบลเชียงบาน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา เพื่อพบกับกลุ่มผ้าทอไทลื้อบ้านทุ่งมอก ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของแม่ ๆ ที่ทอแถบผ้าสีม่วงทองบนชุดครุยของบัณฑิตมหาวิทยาลัยพะเยา พอไปถึงก็ได้ยินเสียงกี่ทอผ้าดังเป็นจังหวะ ได้เจอแม่ ๆ นั่งทอกันอยู่เป็นกลุ่ม และทักทายทีมงานด้วยรอยยิ้ม

ผู้เขียนไม่ได้นัดสัมภาษณ์ใครเป็นพิเศษ ใช้วิธีเดินไปคุยไปกับแม่ ๆ ทีละกี่ ใครว่างมือก็ชวนคุยใครกำลังทอก็ยืนดูอยู่ข้าง ๆ
ก่อนไป ผู้เขียนเข้าใจว่าการทอผ้าคือการนั่งอยู่หน้ากี่ทอผ้า แล้วทอไปเรื่อย ๆ แต่พอได้ดูของจริงแล้ว ก็พบว่าไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเลย แม่ ๆ แทบไม่ได้นั่งติดกับกี่ทอผ้า แต่ต้องลุกเดินไปเดินมา เพื่อจัดกี่ ขึ้นลายผ้า ทอไปสักพักก็ต้องลุกมาสลับลายอีก เป็นแบบนี้ซ้ำ ๆ วนไปตลอดทั้งวันจนกว่าจะเสร็จ นี่คือลักษณะเฉพาะของผ้าทอ “ลายต่ำก้าว” ซึ่งเป็นแถบที่อยู่บนชุดครุยของมหาวิทยาลัยพะเยา ลายนี้เป็นลวดลายเรขาคณิตที่เกิดจากการทอและการเหยียบสลับจังหวะ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของชาวไทลื้อในอำเภอเชียงคำที่สืบทอดมาช้านาน ผ่านผ้าห่มโบราณหลายชั่วอายุคน พอต้องสลับเส้นด้ายสองสี คือสีม่วงกับสีทองที่เป็นสีประจำมหาวิทยาลัย ผ้าหนึ่งผืนจึงใช้เวลาทอค่อนข้างนาน
 |
 |
ลวดลายที่อยู่ผ้าผืนนี้ได้รับการสืบทอดมาช้านาน และเกือบจะสูญหายไปจากชุมชน เพราะผู้ที่ทอลายนี้ได้มีเพียงไม่กี่คน มหาวิทยาลัยพะเยาจึงเข้ามาทำงานร่วมกับชุมชน ผ่านโครงการวิจัย ภายใต้ “โครงการหนึ่งคณะหนึ่งโมเดล” ซึ่งเป็นงานวิจัยแรก ๆ ที่ลงมาสืบหาภูมิปัญญาของชาวบ้านเรื่องผ้าทอไทลื้อ โครงการหนึ่งที่น่าจะอยู่ในกลุ่มแรก ๆ คือโครงการจากคณะวิทยาศาสตร์ว่าด้วยสีย้อมผ้าธรรมชาติ ตัวแทนกลุ่มเล่าว่า “ดีที่มหาวิทยาลัยเข้ามาส่งเสริม โดยเฉพาะเรื่ององค์ความรู้ จนกลายเป็นรายได้ที่ยั่งยืนให้กับกลุ่ม”
เรื่องรายได้ มีวิธีทำงานที่น่าสนใจ แถบผ้าทอนี้มหาวิทยาลัยพะเยาจำเป็นต้องใช้ทุกปี โดยจะมีร้านที่ผลิตชุดครุยให้กับมหาวิทยาลัย เข้ามาเป็นผู้ประสานงาน และสั่งผลิตกับกลุ่มทุกปี จำนวนที่สั่งในแต่ละปีจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับจำนวนบัณฑิต พอมีออเดอร์เข้ามาก็แบ่งให้สมาชิกในกลุ่มเท่า ๆ กัน เฉลี่ยแล้วแต่ละคนจะมีรายได้จากแถบผ้าชุดครุยประมาณ 2-3 หมื่นบาทต่อปี
สมาชิกในกลุ่มส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทำนาทำไร่เป็นอาชีพหลัก การทอผ้าเป็นอาชีพเสริมที่ทำคู่กัน สำหรับการทอแถบชุดครุยเริ่มทำมาตั้งแต่มหาวิทยาลัยเริ่มก่อตั้ง แม่ ๆ ในกลุ่มเล่าให้ฟังว่า “ช่วงไหนว่างจากงานอื่น หรือไม่มีออเดอร์ผ้าทอชนิดอื่น ก็จะมาทอแถบชุดครุยกัน เพราะรู้ว่าทุกปีมีคนรับซื้อแน่นอน”
ผู้เขียนถามต่อว่า การมารวมกลุ่มทอผ้าต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง แม่ ๆ ตอบทันทีว่าเสียแค่ค่าไฟเดือนละ 40 บาท และถ้าส่งผ้าไปขาย ก็แบ่งให้กลุ่มอีกประมาณ 100 บาท เงินส่วนนี้เก็บเป็นกองกลาง ไว้ใช้เวลาไปแสดงผลงานหรือร่วมงานต่าง ๆ ให้กับสมาชิกในกลุ่ม
แต่เรื่องที่ผู้เขียนติดใจที่สุด ไม่ใช่เรื่องของตัวเลขรายได้และไม่ใช่เทคนิคการทอ แต่เป็นเรื่องที่ตัวแทนกลุ่มคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เธอเคยมาร่วมงานพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยพะเยา เพราะมีคนในหมู่บ้านรับปริญญาในปีนั้น วันนั้นเธอเห็นลายผ้าบนชุดครุยของบัณฑิตที่เดินไปมาในมหาวิทยาลัย แม่ ๆ กลุ่มทอผ้าที่มาด้วยกันก็หันมาคุยกันเบา ๆ ว่า “นี่เป็นผ้าที่เราทอ” แล้วเธอก็น้ำตาไหลเพราะตื้นตันใจ
พอผู้เขียนถามว่าทำไมถึงร้องไห้ เธอบอกว่าตอนที่ทอแถบชุดครุยนี้อยู่ที่บ้าน ไม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำจะสำคัญมากขนาดนี้ มันดูเป็นงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำกันไปตามประสา แต่พอเห็นบัณฑิตสวมใส่ชุดครุยที่มีแถบผ้าทอเด่นเป็นสง่าประดับอยู่บนชุดครุยนั้น ซึ่งเป็นผ้าที่ตัวเองทอเพื่อใช้ในวันสำคัญของชีวิตของบัณฑิต ก็รู้สึกภูมิใจที่สามารถทำสิ่งเล็ก ๆ นี้ให้มีคุณค่ามากขึ้น และพอเห็นว่าคนใส่ก็ภูมิใจ คนทอก็ยิ่งดีใจตามไปด้วย
พอได้ฟังเรื่องนี้แล้ว ผู้เขียนนึกถึงชุดครุยของตัวเอง และชุดครุยที่บัณฑิตสวมกันทุกปี คนสวมอาจจะมองว่าแถบสีม่วงทอง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย แต่สำหรับแม่ ๆ ที่บ้านทุ่งมอก มันคือผลงานจากมือของตัวเอง ที่ได้ไปอยู่ในวันสำคัญของคนอื่น ความภูมิใจจึงเกิดขึ้นทั้งสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือบัณฑิตที่อุตสาหะฝึกฝน เรียนจนสำเร็จ อีกฝั่งคือคนที่ทอผ้าผืนนั้นมาด้วยความอดทนและทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ และไม่เคยคิดว่างานของตัวเองจะมีความหมายได้มากขนาดนี้
แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือ แม่ ๆ เล่าว่าการทอผ้าแบบนี้ยังไม่ค่อยมีคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจมากนัก คนที่มารวมกลุ่มกันส่วนใหญ่อายุ 50-60 ปีขึ้นไป ผู้เขียนเห็นแม่ ๆ ลุกเดินมาจัดกี่ทอผ้าซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็อดคิดไม่ได้ว่า “ถ้าไม่มีใครมารับช่วงต่อ ทักษะที่ต้องใช้เวลาฝึกมาทั้งชีวิตนี้จะอยู่ต่อไปได้อย่างไร” เรื่องนี้เป็นโจทย์ที่ทั้งมหาวิทยาลัยและชุมชนต้องช่วยกันคิดต่อ ทั้งเรื่องรายได้ที่มั่นคง พอที่จะให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า อาชีพนี้ไปต่อได้อีกไกล และเรื่องการสร้างคุณค่าให้งานทอผ้าได้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นในระดับสากล
ตอนเดินออกจากกลุ่มทอผ้าบ้านทุ่งมอก ยังได้ยินเสียงกี่ทอผ้าดังอยู่ข้างหลัง วันรับปริญญาครั้งต่อไป เมื่อเห็นแถบผ้าสีม่วงทองบนชุดครุย ผู้เขียนอยากให้เรานึกถึงแม่ ๆ ที่ลุกเดินไปมาอยู่หน้ากี่ทอผ้า นึกถึงน้ำตาของแม่คนนั้นที่ไหลเพราะความภาคภูมิใจในผลงานที่ทำด้วยความวิริยะอุตสาหะ และหวังว่าผ้าทอลายนี้จะยังมีคนทอต่อไปเรื่อย ๆ ไม่หายไปไหน