เด็กไทยไปเรียนแพทย์แผนจีนถึงต้นกำเนิด เรื่องเล่าจากนิสิตปี 6 ม.พะเยา

เด็กไทยไปเรียนแพทย์แผนจีนถึงต้นกำเนิด เรื่องเล่าจากนิสิตปี 6 ม.พะเยา
ตัวอักษร

ช่วงนี้ผู้เขียนไถ TikTok ไปเรื่อย แล้วก็เจอคลิปหนึ่งที่ทำให้ต้องหยุดนิ้ว เป็นคลิปของน้องนิสิตคนหนึ่งที่กำลังฝึกงานอยู่ที่ประเทศจีน ที่น้องได้เล่าถึงชีวิตประจำวัน และการเป็นนิสิตแพทย์แผนจีนแบบไม่เฟคและไม่ต้องเกริ่นยาว ดูจบแล้วรู้สึกทันทีว่า “เด็กไทยเรียนแบบนี้ได้ด้วยเหรอ” ผู้เขียนเลยทักไปขอคุยกับเจ้าของคลิป

น้องคนนั้นคือ น้องช้อปเปอร์ รัตติกร อังกาบ นิสิตแพทย์แผนจีนชั้นปีที่ 6 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา เราคุยกันผ่านออนไลน์ เพราะน้องอยู่ที่เมืองหนานหนิง ประเทศจีน ส่วนผู้เขียนอยู่ไทย แต่เรื่องที่น้องเล่าทำให้ผู้เขียนนั่งอ่านเพลินจนอยากเอามาเล่าต่อ

จุดเริ่มต้น

ผู้เขียนถามว่าอะไรทำให้น้องเลือกเรียนสายนี้ น้องบอกว่าชอบแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมของแพทย์แผนจีน ที่มองว่าร่างกายต้องอยู่ในสมดุล ทั้งสมุนไพรจีน ฝังเข็ม รมยา ทุยหนา กัวซา ไปจนถึงครอบแก้ว ซึ่งน้องเห็นว่ากำลังเป็นที่นิยมในบ้านเรามากขึ้นเรื่อย ๆ

แต่สิ่งที่ผู้เขียนจำได้แม่นคือเรื่องที่น้องเชื่อว่าหมอที่ดี ไม่ได้มีแค่ความรู้ ต้องมีความเมตตาและเข้าใจความทุกข์ของคนไข้ด้วย ความฝันของน้องจึงไม่ใช่แค่อาชีพ แต่คือการเอาองค์ความรู้ไปทำให้คนอื่นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เด็กปี 1 เมื่อรู้ว่าต้องไปเรียนที่ประเทศจีน

หลักสูตรนี้มีจุดเด่นคือนิสิตต้องไปเรียนและฝึกงานที่ประเทศจีนจริง ๆ ผู้เขียนถามว่าตอนปี 1 เทอม 1 ที่รู้เรื่องนี้ น้องรู้สึกยังไง น้องตอบว่าทั้งตื่นเต้นทั้งกังวล เพราะทั้งภาษา วัฒนธรรม และการใช้ชีวิตต่างแดนไม่ง่ายเหมือนอยู่เมืองไทย แต่ก็มองว่าเป็นโอกาสที่จะได้เรียนศาสตร์นี้จากต้นกำเนิด พอย้อนมองวันนี้ น้องบอกว่าตัดสินใจถูกแล้ว เพราะผ่านความท้าทายมาได้

ภาพที่คิด กับสิ่งที่เจอจริง ๆ

ก่อนเรียน น้องนึกว่าแพทย์แผนจีนคือฝังเข็มกับสมุนไพรเป็นหลัก พอเรียนจริงถึงรู้ว่า ศาสตร์นี้ลึกและซับซ้อนกว่านั้นมาก ทั้งทฤษฎีการวินิจฉัย การฝึกปฏิบัติ และที่สำคัญคือต้องเรียนแพทย์แผนตะวันตก ควบคู่กันไปด้วย (น้องใช้คำจีนว่า 西医 ตอนเล่าให้ฟัง) อีกอย่างคือเรียนหนักและต้องรู้ศัพท์เฉพาะทางภาษาจีนอีกชุดใหญ่ น้องบอกว่าช่วงแรกต้องใช้เวลาปรับตัวพอสมควร แต่ก็ได้ฝึกความอดทนและวินัยมาเต็ม ๆ

"โชคดีที่เรียนภาษาจีนมาด้วย"

ตรงนี้ผู้เขียนชอบมาก เพราะเป็นจุดที่น้องบอกว่าโชคดีที่สุด หลักสูตรนี้เป็น หลักสูตรสองปริญญา คือแพทย์แผนจีนควบคู่กับศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาจีน พอไปอยู่ที่ประเทศจีนจริง ก็ได้ใช้หมด ตั้งแต่คุยกับคนในชีวิตประจำวัน ทำความเข้าใจศัพท์การแพทย์ ไปจนถึงเรียนกับอาจารย์ชาวจีนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

ฝึกงานจริง ไม่เหมือนที่คิดไว้

พอได้ฝึกงานจริง น้องบอกว่าต่างจากที่คิดไว้พอสมควร ได้เรียนรู้จากผู้ป่วย ได้เห็นความละเอียดของงานแพทย์ และได้รับผิดชอบ ดูแลคนไข้ใกล้ชิดขึ้น แถมยังได้เข้าสังเกตการณ์การการผ่าตัดร่วมกับอาจารย์ชาวจีน ซึ่งน้องบอกว่าเปิดมุมมองใหม่มาก ส่วนเรื่องที่ท้าทายที่สุดยังเป็นภาษาจีนในบริบททางการแพทย์ บวกกับระบบการเรียนการสอนและวัฒนธรรมการทำงานที่ไม่เหมือนกับบ้านเรา แต่น้องมองว่านั่นช่วยให้เห็นจุดที่ต้องพัฒนาชัดเจนมากยิ่งขึ้น

เคสที่จำได้ไม่เคยลืม

เคสที่น้องประทับใจที่สุดคือการได้สังเกตการดูแลผู้ป่วยชาวจีนที่เป็นโรคมะเร็ง ตั้งแต่ตรวจวินิจฉัยด้วย MRI ไปจนถึงรักษาด้วยการฝังเข็ม น้องเล่าว่าได้เห็นภาพการนำเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่มาใช้ร่วมกับศาสตร์แพทย์แผนจีน และเข้าใจว่าการดูแลคนไข้ต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล ที่สำคัญคือต้องดูแลด้วยความเห็นอกเห็นใจ

ประสบการณ์นี้ยังทำให้น้องมั่นใจในเส้นทางที่เลือกมากขึ้น เพราะเห็นกับตาว่าแพทย์แผนจีนไม่ใช่แค่ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมา แต่เป็นศาสตร์ที่ต้องเรียนอย่างเป็นระบบ ฝึกฝนต่อเนื่อง และใช้ร่วมกับความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ด้วย

"ประสบการณ์สร้างปัญญา"

ฟังเรื่องของน้องแล้ว ผู้เขียนอดคิดไม่ได้ว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เพราะเบื้องหลังคือกลไกที่มหาวิทยาลัยพะเยา ได้วางหลักสูตรไว้ให้กับนิสิต ได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ตามปรัชญาการจัดการการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่ว่า “ประสบการณ์สร้างปัญญา”

แนวคิดนี้คือการให้นิสิตได้ลงมือทำและเผชิญสถานการณ์จริง เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นิสิตค้นหาตัวตนและก้าวไปสู่ความฝันที่ตั้งไว้ ผ่านสิ่งที่ต้องพบเจอและการฟันฝ่าอุปสรรคด้วยตัวเอง โดยมีองค์ความรู้ที่มหาวิทยาลัยมอบให้เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา

พอมองผ่านปรัชญานี้ เรื่องของน้องช้อปเปอร์ก็ชัดเจนมากขึ้น ทั้งการไปเรียนและฝึกงานที่จีน ความท้าทายด้านภาษา และการปรับตัวกับวัฒนธรรมการทำงานที่ต่างออกไป ล้วนเป็นบททดสอบที่นิสิตทุกคนต้องใช้องค์ความรู้และทักษะที่สั่งสมมาไปแก้ปัญหาทีละเรื่อง และนั่นคือสิ่งที่หล่อหลอมให้น้องช้อปเปอร์ และนิสิตคนอื่น ๆ กลายเป็นคนที่มั่นใจและกล้าก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้ในวันนี้

จากเด็กปี 1 ที่กังวล สู่คนที่กล้าจะก้าวข้ามขีดจำกัด

ผู้เขียนถามว่าถ้าเทียบตัวเองวันนี้กับเด็กปี 1 ในวันนั้น เติบโตขึ้นมากแค่ไหน น้องตอบว่าทั้งความคิด ความรับผิดชอบ และความมั่นใจ จากเด็กที่เคยกังวลและกลัว วันนี้กล้าก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้แล้ว บทเรียนที่ล้ำค่าที่สุดที่น้องเล่าให้ฟังคือ ความสำเร็จไม่ได้มาจากการไม่เคยเจออุปสรรค แต่มาจากการไม่หยุดเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง แล้วน้องก็ยกประโยคจีนที่ชอบมาปิดท้าย

医者仁心,精益求精

แปลคร่าว ๆ ได้ว่า หมอต้องมีใจเมตตา และต้องไม่หยุดพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

ตอนท้ายน้องฝากข้อความในนาม รุ่นพี่แพทย์แผนจีน รุ่นที่ 8 ทั้ง 10 คน ถึงรุ่นน้องที่กำลังเรียน และน้อง ๆ ที่สนใจอยากจะเรียนในหลักสูตรนี้ว่า

“ตั้งใจและเชื่อมั่นในเส้นทางที่ตนเองเลือก เพราะแม้จะไม่ง่าย แต่ทุกความท้าทายมันทำให้เราเติบโตขึ้น อย่าลืมเตรียมความพร้อมด้านภาษาจีนไว้ให้ดี เปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และอย่ากลัวที่จะผิดพลาด เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่การเก่งตั้งแต่วันแรก แต่คือการไม่หยุดพัฒนาตัวเอง”

แล้วก็ปิดท้ายด้วยอีกประโยคที่ผู้เขียนชอบ

不忘初心,方得始终

คือ อย่าลืมจุดเริ่มต้นของความฝัน แล้วสักวันเราจะภูมิใจที่เดินมาถึงปลายทาง

จากเรื่องใน TikTok กลายเป็นแรงบรรดาลใจให้ใครอีกหลายคน

>>ดูคลิป<<

ตอนเริ่มเขียน ผู้เขียนแค่คิดว่าจะเล่าเรื่องของน้องคนหนึ่ง แต่พอเรียบเรียงเสร็จกลับรู้สึกว่าเรื่องนี้ใหญ่กว่านั้น มันคือหลักสูตรที่ฟังดูจะไกลตัวสำหรับผู้เขียน แต่ใครอีกหลายคนมันคือความฝันอยากไปให้ถึง และที่สำคัญคือหลักสูตรนี้ไม่ได้ให้แค่ความรู้ แต่พานิสิตออกไปเจอโลกการทำงานจริงถึงต้นกำเนิดของศาสตร์ ภายใต้แนวคิด “ประสบการณ์สร้างปัญญา”พร้อมเครื่องมืออย่างภาษาจีนติดตัวไปด้วย ใครมีความฝัน แม้แค่เรื่องเล็ก ๆ เช่น ชอบฝังเข็ม หรือ ดูซีรีย์จีนโบราณแล้วเห็นการรักษา ก็อยากเป็นแบบนั้น นั้นแหละคือความฝันที่อยากจะเป็นแพทย์แผนจีน และอยากเรียนรู้จากแหล่งต้นกำเนินของศาสตร์การแพทย์แผนจีน และที่สำคัญคือพร้อมจะท้าทายในความสามารถของตัวเอง หลักสูตรของคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา อาจเป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่น่าจะลองดูนะครับ

 

FOLLOW UP

ติดตามข่าวสาร มพ.

Facebook Official
SOCIAL MEDIA

ติดตามผ่าน TikTok มพ.

@uptiktok2026