จากเศษผ้า... สู่ฝัน เรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มทอผ้าบ้านจำไก่


จากเศษผ้า... สู่ฝัน เรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มทอผ้าบ้านจำไก่
    

     

     ในจังหวัดพะเยามีอยู่หมู่บ้านหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางเนินเขาและทุ่งนาอันอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้ ได้อพยพมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และบางส่วนมาจากภาคอีสานตอนล่าง เรารู้จักกันดีคือชาว “อีสานภูไท” เมื่อกว่า 50 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านได้ย้ายมาเพื่อหาพื้นที่ทำกิน และแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ ปัจจุบันชุมชนแห่งนี้มีผู้อาศัยอยู่กว่า 140 ครัวเรือน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ทำไร่เป็นหลัก และอาชีพทอผ้าเป็นอาชีพเสริม

     


     หมู่บ้านแห่งนี้คนในพื้นที่จะเรียกกันว่า “บ้านจำไก่” หรือ บ้านใหม่ราษฎร์บำรุง ความหมายของคำว่า “จำไก่” มีที่มาจากในอดีต คือบริเวณพื้นที่หมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่ชุ่มน้ำ และมีความอุดมสมบูรณ์สูง ชาวบ้านมักจะนำ “ไก่บ้าน” ไปตั้งล่อ เพื่อล่อให้ “ไก่ป่า” ออกมา เพื่อทำการดักจับหรือล่ามาเป็นอาหาร ส่วนคำว่า “จำ” ในภาษาท้องถิ่นหรือบริบทนี้ สื่อถึงการนำไปวางหรือไปล่อไว้ในจุดเฉพาะ คล้ายกับการจำหลักหรือจำเพาะที่ เมื่อรวมกับการล่อไก่ป่า จึงกลายเป็นชื่อเรียกขานต่อกันมาว่า “บ้านจำไก่”

     เป็นที่รู้กันดีว่าชาวภูไทมีเอกลักษณ์โดดเด่นทั้งเรื่องของภาษา วัฒนธรรม การฟ้อน และการแต่งกายด้วยชุดพื้นเมือง ซึ่งในจุดนี้เองการแต่งกาย ชาวภูไทจึงเป็นอีกหนึ่งกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีการทอผ้าจากฝ้ายธรรมชาติ และมีลายเอกลักษณ์เป็นของตนเองที่ติดมาด้วยคือ “ลายผ้าเกล็ดเต่า” ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ ชาวบ้านเชื่อกันว่า ลายเกล็ดเต่าจะนำมาซึ่งความมั่นคง ความอดทน และความอุดมสมบูรณ์

     ทำให้เกิดการรวมตัวของชาวบ้านกลายเป็นกลุ่มทอผ้าบ้านใหม่ราษฎร์บำรุง มีสมาชิกทั้งหมดภายในกลุ่มจำนวน 22 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เสียงกี่ทอผ้าที่ดังขึ้นจากบ้านหลายหลังในหมู่บ้านแห่งนี้ เป็นเสียงที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เป็นเสียงแห่งภูมิปัญญาที่ยังคงดำรงอยู่ พวกเธอทอผ้าด้วยฝีมือและหัวใจ ผืนผ้าแต่ละผืนใช้เวลาทอหลายวัน และยิ่งเป็นลายเกล็ดเต่า ก็ยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น

     แต่ความงามของผืนผ้าที่ทอด้วยหัวใจนั้น ไม่ได้แปลเป็นรายได้ที่เพียงพอเสมอไป นี่คือเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลง เรื่องราวที่ชุมชนแห่งนี้กำลังเดินทางจากจุดที่ขาดทุนโดยไม่รู้ตัว ไปสู่การสร้างกำไรที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Green Mind, Creative Hand, Local Heart


 

 

เมื่อความเชื่อไม่ตรงกับความจริง

     สิ่งแรกที่สังเกตเห็นเมื่อเดินเข้าไปในศูนย์กลุ่มทอผ้าคือ บรรยากาศของความคุ้นเคย กี่ทอผ้าที่ตั้งเรียงรายอยู่ตามบ้าน ผ้าผืนสวยงามแขวนจัดแสดงอยู่ที่ผนัง แต่เมื่อนั่งคุยกับสมาชิกกลุ่ม ก็เริ่มเข้าใจปัญหาที่แท้จริง

     ก่อนหน้านี้ กลุ่มทอผ้าเชื่อว่าตัวเองทำกำไร เพราะขายผ้าผืนหนึ่งในราคา 390 บาท คิดว่าต้นทุนคงไม่สูงมาก แต่เมื่อมาคำนวณอย่างละเอียด ถึงพบว่าต้นทุนที่แท้จริงอยู่ที่ 408 บาท สำหรับผ้าสีพื้น และต้นทุน 600 บาท สำหรับผ้าลายเกล็ดเต่า นั่นหมายความว่า ทุกครั้งที่ขายผ้าผืนหนึ่ง กลุ่มกำลังขาดทุนไป 18 – 192 บาท หรือคิดเป็น 35% เปอร์เซ็นต์

     นี่คือภาพจริงที่หลายชุมชนผู้ผลิตเผชิญ ไม่ใช่เพราะไม่ขยัน ไม่ใช่เพราะฝีมือไม่ดี แต่เพราะการคำนวณต้นทุนที่ไม่ครบถ้วน เมื่อคำนวณแค่ค่าด้ายกับค่าสี แต่ลืมนับค่าแรง ค่าไฟ ค่าเสื่อมราคาของกี่ทอ และเวลาที่หมดไปนับชั่วโมง ผลที่ได้จึงกลายเป็นการขาดทุนโดยไม่รู้ตัว

นอกจากปัญหาเรื่องต้นทุนแล้ว ยังมีอีกหลายอย่างที่รอการแก้ไข ผลิตภัณฑ์มีแค่ผ้าผืนที่ลูกค้าไม่รู้จะเอาไปทำอะไร การตลาดไม่มีทิศทาง มี Facebook ที่ถูกสร้างขึ้นโดยหน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ทำให้ลูกค้าสับสนว่าจะติดต่อที่ไหน และที่สะดุดตามากที่สุดคือ กองเศษผ้าที่มุมห้อง ผ้าที่เหลือจากการตัดเย็บ บางชิ้นยังสวยดีอยู่ แต่กลายเป็นขยะที่ไม่มีใครรู้จะเอาไปทำอะไร


 

 

วันที่ มหาวิทยาลัยพะเยา เข้ามา

     “อาจารย์กมลพงศ์ รัตนสงวนวงศ์” และทีมนักวิจัย จากคณะบริหารธุรกิจและนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา เห็นถึงศักยภาพที่ยังไม่ถูกใช้ให้เกิดประโยชน์ เขาเข้ามาพร้อมกับแนวคิดที่ชัดเจน ต้องการต่อยอดและสร้างองค์ความรู้ให้กับกลุ่มผู้ผลิต โดยเฉพาะเรื่องของเศษผ้าที่เหลือจากกระบวนการผลิต เป้าหมายคือ พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้เศษผ้าเหล่านี้ให้เกิดรายได้ และลดการทิ้งขยะให้มากที่สุด

     ภายใต้โครงการ Green Mind, Creative Hand, Local Heart หรือแปลง่าย ๆ ก็คือ จิตใจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม มือที่สร้างสรรค์ และหัวใจที่รักท้องถิ่น และสิ่งที่น่าประทับใจคือ กระบวนการที่ใช้ มันไม่ใช่การที่มหาวิทยาลัยเข้ามาสั่งการ แต่เป็นการนั่งคุยกัน ฟังปัญหา และร่วมกันหาทางออก ชาวบ้านเป็นคนตัดสินใจเอง ไม่ใช่แค่ทำตามคำสั่ง นี่คือการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยให้ชุมชนเป็นผู้ลงมือทำด้วยตนเองอย่างแท้จริง


 

สามก้าวที่เปลี่ยนทุกอย่าง

ก้าวแรก “แอป รู้ทุน ที่ทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้น”

     สิ่งแรกที่ทีมนักวิจัยทำคือการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า “รู้ทุน” เป็นระบบคำนวณต้นทุนที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย สามารถเข้าถึงได้ผ่านมือถือ และที่สำคัญ คำนวณครบทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าไฟ ไปจนถึงค่าเสื่อมราคาของกี่ทอที่ใช้มาหลายปี เมื่อนำแอปนี้มาใช้ คำตอบที่ได้ออกมาทำให้กลุ่มตกใจ ผ้าลายเกล็ดเต่าที่เป็นอัตลักษณ์ของกลุ่มที่ขายในราคา 390 บาทนั้น มีต้นทุนจริงอยู่ที่ 600บาท ความจริงข้อนี้แม้จะน่าตกใจ แต่กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเมื่อรู้ปัญหาที่แท้จริงแล้ว การหาทางแก้ไขก็เริ่มต้นได้

ก้าวที่สอง “จากผืนผ้าสู่ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป”

     ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่กลุ่มได้พัฒนาขึ้น ต้องยอมรับว่ามันสวยงามและทันสมัยมาก เสื้อแขนยาวและแขนสั้นที่ทำจากผ้าทอมือลายผ้าเกล็ดเต่า ออกแบบให้ใส่ได้ทั้งในชีวิตประจำวันและในโอกาสพิเศษ ลูกค้าซื้อไปแล้วสามารถใส่ได้เลย ไม่ต้องไปหาช่างตัดอีก และที่สำคัญ ขายได้ในราคาที่สูงกว่าการขายแค่ผ้าผืน อย่างเห็นได้ชัด นอกจากเสื้อผ้าแล้ว ยังมีกระเป๋าผ้าแคนวาส ที่ผสมผสานระหว่างผ้าทอพื้นเมืองกับความทนทานของผ้าแคนวาส ออกแบบให้ใช้งานได้หลายรูปแบบ ทั้งเป็นกระเป๋าสะพาย กระเป๋าถือ หรือกระเป๋าช้อปปิ้ง ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มคนรักสิ่งแวดล้อมที่ไม่ใช้ถุงพลาสติก คนทำงานที่ต้องการสไตล์ที่เป็นของตัวเอง และองค์กรที่มองหาของฝากที่มีเอกลักษณ์พื้นถิ่น

ก้าวที่สาม “เมื่อเศษผ้าไม่ใช่ขยะอีกต่อไป”

     นี่คงเป็นส่วนที่น่าประทับใจที่สุด เมื่อเริ่มทำเสื้อผ้าสำเร็จรูป ก็เกิดเศษผ้าจากการตัดเย็บเป็นจำนวนมาก ซึ่งเศษผ้าเหล่านี้เป็นผ้าทอที่กลุ่มได้ทอขึ้นก่อนการนำมาตัดเย็บซึ่งทำมาจากผ้าฝ้ายทอมือ แต่แทนที่จะทิ้งเศษผ้า กลุ่มกลับมองเห็นโอกาส ภายใต้แนวคิด Zero Waste หรือไม่ทิ้งอะไรเลย เศษผ้าขนาดเล็ก ถูกแปรสภาพเป็นดอกไม้ประดิษฐ์สวยงาม ที่ใช้ตกแต่งเสื้อผ้าและกระเป๋า เป็นพวงกุญแจน่ารัก หรือเป็นที่หุ้มแก้วน้ำที่มีเอกลักษณ์ การผลิตเสื้อผ้า 100 ตัว ที่เคยสร้างขยะจากผ้าถึง กิโลกรัม ตอนนี้กลายเป็นสินค้าที่ขายได้ในราคา 20 - 50 บาทต่อชิ้น ยิ่งเพิ่มมูลค่าทางการตลาดให้สูงขึ้นอีกด้วย


 

ตัวเลขที่บอกเล่ามากกว่าเงิน

     เมื่อเราลองนำข้อมูลผลการดำเนินงาน ตัวเลขที่ได้รับชัดเจนเสื้อแขนสั้นที่มีต้นทุน 700บาท ขายได้ในราคา 1,200 บาท สร้างกำไร 500 บาท หรือคิดเป็น 71.43% เปอร์เซ็นต์ เสื้อแขนยาวที่ต้นทุน 880 บาท ขายได้ 1,800 บาท กำไร 920 บาท หรือ 104.55% เปอร์เซ็นต์ และกระเป๋าผ้าแคนวาสที่ ต้นทุน 280 บาท ขายได้ 450 บาท กำไร 170 บาท หรือ 60.71%เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขเหล่านี้น่าประทับใจ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือตัวชี้วัดที่เรียกว่า SROI หรือSocial Return on Investment ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน

โครงการนี้มีค่า SROI อยู่ที่ 2.28 หมายความว่า เงินลงทุนทุก บาท สร้างมูลค่าคืนกลับมา 2.28 บาท แต่ตัวเลข 2.28 นี้ไม่ได้หมายถึงแค่เม็ดเงินที่ได้กลับมา เมื่อมองลงไปในรายละเอียด จะเห็นว่ามูลค่ารวม 387,333.86 บาทนั้น กระจายตัวอย่างสมดุลในสามมิติ คือ

1.    มิติด้านเศรษฐกิจ คิดเป็น 49.50 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าทั้งหมด ครอบคลุมรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการขายผลิตภัณฑ์ใหม่ การลดต้นทุนจากการคำนวณที่ถูกต้อง และรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์สีเขียว

2.     มิติด้านสังคม คิดเป็น 49.05 เปอร์เซ็นต์ เป็นคุณค่าที่เกิดจากการที่สมาชิกทั้ง 22 คน ได้เรียนรู้ทักษะใหม่ มีความมั่นใจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิง ที่มีบทบาทมากขึ้นในฐานะผู้ประกอบการ พร้อมทั้งความเข้มแข็งของเครือข่ายในชุมชน

3.     มิติด้านสิ่งแวดล้อม แม้จะดูเป็นเพียง 1.45 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด แต่มันคือรากฐานสำคัญ มูลค่าจากการลดขยะจากเศษผ้า กิโลกรัมต่อการผลิตเสื้อ 100 ตัว การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการสร้างจิตสำนึกรักษ์โลก มันคือตัวเร่งที่ทำให้มิติที่ 1 และ เติบโตได้

ตัวเลข SROI 2.28 นี้บอกเล่าเรื่องราวที่ลึกซึ้งกว่าแค่ผลกำไร มันวัดการเปลี่ยนแปลงในมิติต่าง ๆ ของชุมชน และสามารถวัดความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง


 

สิ่งที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า

     นอกเหนือจากตัวเลขที่เราคำนวนได้ สิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างคือ การเปลี่ยนแปลงของผู้คน สมาชิกกลุ่มมีความมั่นใจมากขึ้น รู้ว่าตัวเองทำอะไร รู้ว่าสินค้าของตนคุ้มค่ากับราคา และที่สำคัญ รู้ว่าตัวเองสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ ทำให้ชุมชนแห่งนี้กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เรียกว่า ISSAN LANNA Learning Space และมีนวัตกรชุมชนถึง คน ที่สามารถเป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้ให้คนอื่น ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคำนวณต้นทุนการผลิตสินค้า การทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์สีเขียวเพื่อตอบโจทย์ต่อความต้องการของตลาดในยุคสมัยใหม่ ผู้หญิงในชุมชนมีบทบาทเปลี่ยนไป จากที่เคยเป็นแค่คนทอผ้า ตอนนี้กลายเป็นผู้ประกอบการที่มีความมั่นใจในการตัดสินใจเชิงธุรกิจ รู้จักการบริหารจัดการ สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับครอบครัวผ่านอาชีพเสริมที่ตนเองเองรักได้


 

บทเรียนจากบ้านจำไก่

     ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มันมาจากหลายปัจจัยที่ทำงานสอดประสานกัน สิ่งสำคัญที่สุด คือการมีส่วนร่วมของชุมชนตั้งแต่ต้นกระบวนการ จนสิ้นสุดกระบวนการ และที่สำคัญที่สุดคือไม่ใช่การที่มหาวิทยาลัยเข้ามาบอกว่าต้องทำอะไร อย่างไร แต่เป็นการทำงานร่วมกัน รับฟังปัญหาของพื้นที่ และหาทางออกร่วมกัน ซึ่งชุมชนเป็นเจ้าของปัญหาและเป็นเจ้าของทางออกไปพร้อมกัน

     การนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ก็มีส่วนสำคัญ เช่น แอปพลิเคชัน “รู้ทุน” ซึ่งมีการทำงานที่ไม่ได้ซับซ้อนจนใช้ไม่ได้ แต่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย เหมาะกับคนในทุกวัย ทำให้แก้ปัญหาได้ตรงจุด และสามารถต่อยอดรายได้ในอนาคต และที่ขาดไม่ได้คือการรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ลายผ้าเกล็ดเต่าของชาวภูไท ที่ไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกนำมาต่อยอดให้มีความร่วมสมัย เหมาะกับเทรนของคนรุ่นใหม่ที่รักในความเป็นไทย และชอบความสมัยใหม่ไปพร้อมกัน สามารถสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในชุมชน และดึงดูดความสนใจจากคนภายนอกได้อีกด้วย

     โครงการนี้ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติหลายข้อ ทั้ง SDG 8 เรื่องการจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน SDG 4 เรื่องการศึกษาที่มีคุณภาพและการเรียนรู้ตลอดชีวิต และ SDG 5 เรื่องความเสมอภาคทางเพศและการเพิ่มบทบาทของสตรี มันแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงระดับโลกได้

 

สิ่งที่เหลืออยู่

     จากเศษผ้าที่เคยเป็นขยะตอนนี้ได้กลายมาเป็นความหวัง การขาดทุนโดยไม่รู้ตัว กลายมาเป็นกำไรที่ยั่งยืน และชุมชนเล็ก ๆ แห่งนี้ได้กลายมาเป็นต้นแบบที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับชุมชนอื่น ๆ เพราะเมื่อมี Green Mind หรือ “จิตใจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม” มี Creative Hand คือ “มือที่สร้างสรรค์” และมี Local Heart “หัวใจที่รักท้องถิ่น” จากเศษผ้าก็สามารถกลายเป็นความหวัง และความหวังก็สามารถกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้

     เรื่องราวของบ้านจำไก่บอกเราว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ใช่แค่ตัวเลขหรือเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของผู้คน เรื่องของการเรียนรู้ร่วมกัน เรื่องของความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง และที่สำคัญคือเรื่องของความหวังที่ว่า “เราสามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่าได้ ด้วยมือของเราเอง”


 

บทความนี้เกิดจากข้อมูลของโครงการ “วิจัยและพัฒนาเพื่อส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืนให้กลุ่มทอผ้าบ้านใหม่ราษฎร์บำรุง อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา” นำโดยอาจารย์กมลพงศ์ รัตนสงวนวงศ์และทีมนักวิจัยรวม 22 คน จากคณะบริหารธุรกิจและนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ซึ่งเป็นการบูรณาการของสองโครงการวิจัยที่มุ่งพัฒนาชุมชนสู่ความยั่งยืนบนฐานแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว


ข้อมูล: อาจารย์กมลพงศ์ รัตนสงวนวงศ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรการตลาดดิจิทัล คณะบริหารธุรกิจและนิเทศศาสตร์

เขียน/เรียบเรียง: บรรเจิด หงษ์จักร นักประชาสัมพันธ์ งานสื่อสารองค์กร



facebooktwitterline

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ภาพ :      
ข้อมูล/ข่าว :      
เพิ่มข่าวโดย :   bunjerd.ho@up.ac.th   
30/01/2569 15:13 น. (2 ชั่วโมงที่แล้ว)

สถิติการอ่านข่าวนี้
วันนี้: 43 ครั้ง | เมื่อวาน: 0 ครั้ง | เดือนนี้: 43 ครั้ง | ปีนี้: 43 ครั้ง | รวม: 43 ครั้ง