ถ้าจะถามว่า “พิธีรับปริญญา” มีความหมายแค่ไหน ?
คำตอบของพวกเราทุกคนอาจต่างกันไป แต่สำหรับมหาวิทยาลัยพะเยา พิธีนี้ไม่ได้เป็นแค่การมอบใบกระดาษแผ่นเดียว ที่บอกว่าจบอะไร วุฒิอะไรมา แต่รวมไปถึงชุดครุยวิทยฐานะที่บัณฑิตทุกคนจะได้สวมใส่ในวันเข้าพิธี และชุดครุยวิทยฐานะนี้เองที่มีความแตกต่างจากสถาบันอื่น ๆ เพราะในทุกเส้นด้ายสีทองของแถบครุยที่พาดบนบ่าของบัณฑิต มีเรื่องราวของผู้คน วัฒนธรรม และความหวังที่สืบทอดกันมายาวนานกว่าสองร้อยปีซ่อนอยู่ในดิ้นสีทอง
จากยุโรปยุคกลาง สู่ราชสำนักสยาม
พิธีพระราชทานปริญญาบัตร มีรากเหง้าที่ผสมผสานระหว่างอารยธรรมตะวันตกและธรรมเนียมไทยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ถ้าจะพูดถึงจุดเริ่มต้นต้องย้อนไปถึงยุโรปในยุคกลาง ราวคริสต์ศตวรรษที่ 12 ในยุคที่มหาวิทยาลัยผูกพันกับคริสต์ศาสนาอย่างแนบแน่น ในยุคนี้จะเรียกมหาวิทยาลัยว่า “Universitas” (อูนิเวอร์ซิตัส) ซึ่งนักวิชาการและผู้เรียนในสมัยนั้น จะนิยมสวมชุดคลุมยาวและผ้าคลุมศีรษะ ทั้งเพื่อกันหนาวและเพื่อแสดงสถานะทางปัญญา จนกลายเป็นต้นแบบของ “ชุดครุยและหมวกปริญญา” ที่เราคุ้นตากันดีในทุกวันนี้
.jpg)
เมื่อธรรมเนียมนี้ได้เริ่มเดินทางมาถึงสยาม ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ก็ได้เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานปริญญาบัตร แก่บัณฑิตคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรกในสยาม เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2473 ด้วยพระราชประสงค์ที่จะให้เกียรติและสร้างความภาคภูมิใจแก่ผู้สำเร็จการศึกษา นับแต่นั้นมา ซึ่งธรรมเนียมนี้ คาดว่าน่าจะมีที่มาจากการที่พระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาจาก อังกฤษและฝรั่งเศส จึงทรงคุ้นเคยกับธรรมเนียม Commencement ของมหาวิทยาลัยในยุโรปที่คนระดับสูงจะมาเป็นผู้ประสาทปริญญาเพื่อรับรองวิทยฐานะ พิธีนี้ก็กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จสูงสุดของนิสิตนักศึกษาไทย และมีการปรับรูปแบบชุดครุยให้หลากหลายตามอัตลักษณ์ของแต่ละสถาบัน ทั้งครุยผ้าโปร่งตามธรรมเนียมไทยโบราณ และครุยผ้าทึบตามแบบสากลนิยมอย่างที่มหาวิทยาลัยพะเยาใช้อยู่ในปัจจุบัน
ลายผ้าที่งอกขึ้นจากรากของแผ่นดิน
สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัยพะเยาคือ แถบชุดครุย ซึ่งมีที่มาจากการสืบค้นรากเหง้าทางวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา นั่นคือ ชุมชนไทลื้อ ซึ่งคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ได้ลงพื้นที่ทำวิจัยเกี่ยวกับสีย้อมผ้าธรรมชาติ และค้นพบวัฒนธรรมการทอผ้าที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน
สิ่งที่ได้จากงานวิจัยชิ้นนั้นคือ “ผ้าทอลายต่ำก้าว” หรือ “ลายต๋ำก้าว” ในภาษาท้องถิ่น คำว่า ต่ำ หรือ ต๋ำ หมายถึงการทอ ส่วนคำว่า ก้าว หมายถึงการง้างหรือการแยกไม้เพื่อสอดด้ายให้เกิดลวดลาย เป็นเทคนิคการทอด้วยวิธี “เก็บมุก” หรือ “ขิด” ที่ต้องใช้ไม้เก็บลายไปทีละแถว สร้างลวดลายเรขาคณิต เรียงต่อกันอย่างประณีต งานทอชิ้นหนึ่งจึงต้องใช้ทั้งความอดทนและความชำนาญที่สูงมาก จนในอดีตผู้ที่จะได้ครอบครองผ้าลายนี้ มักเป็นผู้มีบุญบารมี หรือได้รับเป็นของขวัญล้ำค่าในโอกาสพิเศษ เพื่อแสดงความเคารพรักและศรัทธา
ความเชื่อในทุกเส้นด้าย
แต่ในสายตาของชาวไทลื้อ ลายต่ำก้าวไม่ได้มีความหมายแค่ความสวยงามหรือความยากในการทอ มันแบกรับความเชื่อและจิตวิญญาณไว้เต็มเปี่ยม คำว่า “ก้าว” ถูกนำมาพ่วงกับความหมายของการก้าวหน้า และการเลื่อนขั้น ลายนี้จึงนิยมใช้ในชุดพิธีการ เพื่อสื่อถึงความสำเร็จและการเติบโตในชีวิต นอกจากนั้นในสมัยโบราณยังนิยมทอลายต่ำก้าวเป็น “ผ้าห่มต๋ำก้าว” เพราะเชื่อว่าลวดลายที่ผ่านมือช่างทออย่างประณีต และผ่านจิตวิญญาณของผู้ทอ จะช่วย ปกป้องคุ้มครอง ผู้สวมใส่จากสิ่งชั่วร้าย มอบความอบอุ่นทั้งแก่ร่างกายและขวัญ
สรุปก็คือ ลายต่ำก้าวไม่ใช่แค่ลายผ้า แต่เป็น “ยันต์ประดับกาย” ที่สื่อถึงความเจริญรุ่งเรืองและความปลอดภัย ตามคติความเชื่อของชาวไทลื้อ สิ่งเหล่านี้เอง คือมรดกทางภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมากว่า 200 ปี
เมื่อผ้าทอ กลายเป็นจิตวิญญาณของสถาบัน
มหาวิทยาลัยพะเยาได้นำลายต่ำก้าวเข้ามาผสมผสานให้เป็นส่วนหนึ่งของสัญลักษณ์และจิตวิญญาณของสถาบัน โดยปรากฏอยู่บนแถบชุดครุยวิทยฐานะ เพื่อสื่อถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นพะเยา ลวดลายบนแถบครุยจึงไม่ได้มีความหมายแค่ในเชิงศิลปะ แต่สื่อถึง "บัณฑิตผู้เป็นกระแสธารแห่งชีวิต ปัญญา และสิริมงคลของแผ่นดิน" ความหมายของ “ก้าว” ในลายต่ำก้าวที่สื่อถึงการก้าวหน้า เมื่ออยู่บนชุดครุยก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของบัณฑิตที่พร้อมก้าวออกไปนำความรู้ไปหล่อเลี้ยงชุมชน ความรู้จึงไม่ใช่แค่เครื่องมือหาเลี้ยงชีพ แต่คือพลังที่จะสร้างความมั่งคั่งและผาสุกให้กับสังคมอย่างไม่ขาดสาย
ความเชื่อเรื่องผ้าห่มต๋ำก้าวที่คุ้มครองผู้สวมใส่จากสิ่งชั่วร้าย เมื่ออยู่บนชุดครุยก็แปรความหมายเป็น สติและจรรยาบรรณวิชาชีพ เสมือนเกราะที่มหาวิทยาลัยปลูกฝังไว้ให้บัณฑิตคุ้มครองตัวเองจากอคติและการทุจริต นำพาความถูกต้องและความสงบสุขไปสู่ที่ทำงานและครอบครัว และเพราะลายต่ำก้าวเป็นของล้ำค่า ที่มอบให้กันในโอกาสพิเศษ การสวมชุดครุยที่ประดับด้วยลายนี้จึงเปรียบเหมือนการรับ “พรจากแผ่นดิน” ที่จะหนุนนำขวัญของบัณฑิตให้เข้มแข็ง มีชัยชนะในทุกก้าวย่างของชีวิตการทำงาน
ทั้งหมดคือ “ชุดครุยมหาวิทยาลัยพะเยา สัญลักษณ์แห่งปัญญา ที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดนิ่ง มีจรรยาบรรณเป็นเกราะกั้นภัยอันตราย และเปี่ยมด้วยขวัญสิริมงคลที่สถิตอยู่ในทุกเส้นใย เพื่อหนุนนำให้บัณฑิตก้าวไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน”
ปัญญาที่ไหลกลับสู่ชุมชน
ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับปณิธานอันแน่วแน่ของมหาวิทยาลัยพะเยา “ปัญญาเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน” เพราะมหาวิทยาลัยพะเยาเชื่อมาตลอดว่า ความรู้ที่แท้จริง ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในห้องเรียน แต่เกิดจาก “ประสบการณ์” ที่ได้สัมผัสกับชีวิตจริงในชุมชน นิสิตและบุคลากรจึงถูกส่งออกไปเรียนรู้จากพื้นที่จริง นำงานวิจัยและผลงานวิชาการไปขับเคลื่อนชุมชน แก้ไขปัญหา สร้างมูลค่าให้กับภูมิปัญญา เพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง
ด้วยแนวทางนี้เองที่ทำให้มหาวิทยาลัยพะเยา เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยกลุ่มที่ 3 “การพัฒนาชุมชนท้องถิ่น” (Area-Based and Community Engagement) ที่มุ่งสร้างบัณฑิตผู้ที่มีทั้งองค์ความรู้ ความเข้าใจชุมชนในเชิงพื้นที่ และทักษะที่จะพร้อมนำไปใช้ได้จริง เพื่อให้ปัญญาที่ได้รับไม่หยุดนิ่งอยู่แค่ในตัวบัณฑิต แต่ต้องไหลออกไปหล่อเลี้ยงสังคมอย่างไม่ขาดสาย เหมือนดั่งสายน้ำที่ลายครุยได้บอกเล่าไว้
ความภูมิใจที่ซ้อนอยู่ในทุกชั้น
ในวันที่บัณฑิตก้าวขึ้นรับพระราชทานปริญญาบัตร ความภูมิใจในห้องนั้นไม่ได้อยู่ในใจคน ๆ เดียว แต่มันซ้อนกันอยู่หลายชั้น ชั้นแรกคือความภูมิใจของชุมชนไทลื้อในอำเภอเชียงคำ ที่ตั้งใจทอผ้าลายต่ำก้าวอย่างประณีตด้วยมือ เพื่อให้มาประดับอยู่บนแถบครุยของบัณฑิตทุกคน ชั้นต่อมาคือความภูมิใจของคณาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา ที่ส่งบัณฑิตออกไปรับใช้สังคมตามปณิธานที่ตั้งไว้ และชั้นที่ลึกที่สุด คือความภูมิใจของพ่อแม่และครอบครัว ที่มองเห็นลูกหลานของตนเอง ยืนอยู่ในชุดครุยผืนนั้น เพราะในวันนั้นเอง สิ่งที่อยู่ตรงหน้าพวกเขา ไม่ใช่แค่ครุยธรรมดา แต่คือ “ครุยแห่งภูมิปัญญาจากวัฒนธรรมของท้องถิ่น” ที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณแห่งวิญญูชน ผู้พร้อมด้วยปัญญา ที่จะก้าวออกไปสร้างสรรค์สังคม เกิดความเข้มแข็งให้กับแผ่นดินต่อไป
เขียน/เรียบเรียง: บรรเจิด หงษ์จักร งานสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยพะเยา