เช้าตรู่ในหมู่บ้านที่มีพื้นที่ติดต่อเขตชายป่าอนุรักษ์ในจังหวัดพะเยา สายหมอกยังลอยคลุมสันเขา ชาวบ้านที่มีอาชีพหลักคือการเกษตร แทนที่จะได้ยินเสียงนกร้องแบบในหนังธรรมชาติ แต่กลับเป็นเสียงบ่นของเกษตรกรที่พบว่าพืชผลถูกทำลายจากคืนที่ผ่านมา และผู้ที่ต้องรับผิดชอบความเสียหายนั้น คือฝูงนกยูงที่เดินออกมาจากชายป่า แม้จะมีทั้งความสวยงามและเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในอันตราย
นกสวยที่ไม่มีใครอยากเจอ
นกยูงไทย คือนกยูงที่พบในประเทศไทย เรียกอีกชื่อว่านกยูงเขียว (green peafowl) มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Pavo muticus ถือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า เนื่องจากในธรรมชาติมีจำนวนน้อยลง หายาก หรือตกอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ (Endangered Species) ตามบัญชีแดงของ IUCN
ตลอดระยะเวลาในปี พ.ศ. 2555 ถึง พ.ศ. 2562 ในฤดูกาลเก็บเกี่ยวของเกษตรกรในจังหวัดพะเยาได้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านเกษตรกรกับนกยูงในจังหวัดพะเยา ซึ่งบานปลายขึ้นทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูแล้งที่อาหารของสัตว์ป่าและนกยูงในพื้นที่ป่าธรรมชาติลดลง นกยูงไทยที่มีปีกสามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว บินได้ไกล จึงมักออกมาหาอาหารกินโดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรมที่มีพืชพันธุ์ของเกษตรกรที่ปลูกไว้ ความเสียหายที่เกิดขึ้น ทำให้เกษตรกรตอบโต้นกยูงไทยเหล่านั้นด้วยการไล่ ทำร้ายให้บาดเจ็บ หรืออาจลุกลามไปจนเกิดความสูญเสียต่อชีวิตสัตว์ได้ วิกฤตที่เกิดขึ้นนั้น ยังขยายผลไปจนเป็นชนวนเหตุให้เกิดการลักลอบค้านกยูงเถื่อนในพื้นที่อีกด้วย
ความขัดแย้งที่ดูเหมือนเรื่องชาวบ้านธรรมดา กำลังเร่งเร้าให้พันธุกรรมสัตว์ที่หายากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก เดินเข้าใกล้การสูญพันธุ์ที่เร็วขึ้นในทุกขณะ
.jpg)
ตัวเลขที่ทำให้โลกต้องหยุดฟัง
ปี 2563 ผลการสำรวจภาคสนามโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยพะเยา และสมาคมอนุรักษ์นกแห่งประเทศไทย เผยตัวเลขที่วงการอนุรักษ์ทั่วโลกต้องจดจำ จังหวัดพะเยามีประชากรนกยูงไทยประมาณ 6,644 ตัว โดยพบได้มากในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ อุทยานแห่งชาติดอยภูนาง และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทับพญาลอ โดยที่อุทยานแห่งชาติดอยภูนางเพียงแห่งเดียว พบนกยูงรวมกันมากถึง 2,600 ตัว ผู้เชี่ยวชาญระดับสากลสรุปตรงกันว่า จังหวัดพะเยาเป็น
“The Biggest of the Last Strongholds for Green Peafowl in the World” แปลได้ว่า “ฐานที่มั่นสุดท้ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก สำหรับนกยูงเขียว”
ซึ่งที่อื่นในโลก ไม่ว่าจะเป็นลาว กัมพูชา เมียนมา หรือเกาะชวา ประชากรนกยูงเขียวล้วนพังทลายลงจากการตัดไม้ทำลายป่าและการล่าสัตว์ พะเยาจึงไม่ใช่เพียงแหล่งอนุรักษ์ระดับท้องถิ่น แต่คือความรับผิดชอบต่อการดำรงอยู่ของสายพันธุ์นี้ทั้งหมดในระดับโลก
.jpg)
พลิกวิกฤตด้วยงานวิจัย
ดร.ฤทัยภัทร พิมลศรี นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยพะเยา มองเห็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้น จึงได้เริ่มขับเคลื่อนโครงการ “ลานรักษ์ ข่วงนกยูง” นับตั้งแต่ปี 2560 โดยเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ที่แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยากจะตอบคือ “ทำอย่างไรให้คนอยู่ได้ และนกก็อยู่ได้?”
.jpg)
คำตอบที่อยากได้คือ ไม่ใช่การขับไล่นกยูงออกจากพื้นที่ที่มันเคยอยู่อาศัย และไม่ใช่การห้ามไม่ให้ชาวบ้านในพื้นที่ทำการเกษตร แต่คือการสร้าง “ข่วง” หรือ “ลานกว้าง” ที่เป็นพื้นที่ให้อาหารสำหรับนกยูงโดยเฉพาะ พร้อมกันนั้นก็เปิดเป็นจุดชมนกเชิงนิเวศให้กับนักท่องเที่ยวที่สนใจ และเริ่มสร้างเครือข่ายชุมชนที่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการดูแลนกยูงและได้รับประโยชน์จากนกยูงกลับมาเป็นรายได้จุนเจือครอบครัว
และในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 เทศกาล “นับนกยูงไทยแห่งป่าเวียงลอ” จัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่วัดกู่ผางลาง มีทั้งชาวบ้าน นักวิจัย นิสิต นักเรียน และผู้ที่สนใจมาร่วมนับนกยูงด้วยกัน นั่นคือวันที่ชุมชนเริ่มเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ขัดแย้ง” มาเป็น “ผู้ร่วมอนุรักษ์”
.jpg)
วิทยาศาสตร์ที่ลงมาจากหอคอย
จุดที่ทำให้โครงการของมหาวิทยาลัยพะเยาแตกต่างออกไปกว่าทุกครั้ง คือการที่มีการบูรณาการหลายศาสตร์ร่วมกันมาทำงานในพื้นที่จริง ไม่ใช่แค่คณะที่เกี่ยวข้องกับสัตว์หรือสิ่งแวดล้อมเท่านั้น
คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ นำโดย ดร.วนิดา อภิธนาพงศ์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พันธภรณ์ สุภัคกาญจน์กุล ได้นำเทคนิคทางชีวโมเลกุลมาใช้พัฒนาเครื่องหมาย DNA เพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ทางพันธุกรรม จำแนกว่านกยูงตัวใดเป็น “นกยูงไทยพันธุ์แท้” และตัวใดเป็นนกยูงลูกผสมกับนกยูงอินเดีย เนื่องจากการปนเปื้อนทางพันธุกรรมนั้นเป็นภัยเงียบที่อันตรายอย่างยิ่งไม่แพ้ไปกว่าการถูกมนุษย์ล่า และจะนำไปสู่การสูญพันธุ์ได้ นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือทางการวิจัยเกิดขึ้น โดยทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยพะเยา กับคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงเซลล์สืบพันธุ์ต้นกำเนิด หรือ PGCs จากตัวอ่อนนกยูง เป็นครั้งแรกของโลก เทียบได้กับการสร้างธนาคารพันธุกรรมในระดับเซลล์ เพื่อเก็บรักษาสายเลือดนกยูงไทยพันธุ์แท้ไว้ก่อนที่จะสายเกินไป
.jpg)
คณะนิติศาสตร์ เข้ามาร่วมออกแบบมาตรการทางสังคมและกฎหมาย เพื่อควบคุมการปล่อยนกยูงลูกผสมสู่ธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัญหาที่นักอนุรักษ์หลายคนมองข้าม โดยจัดเสวนาร่วมกับคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ที่อำเภอจุน จังหวัดพะเยา เพื่อวางแนวทางเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ

สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ใช้เครื่องมือทางวัฒนธรรมที่ชาวบ้านเข้าใจและเชื่อถือ อย่างเช่นพิธีบวชป่า หรือการพันผ้าไตรจีวรที่ต้นไม้ใหญ่ เพื่อปลุกจิตสำนึกรักษาผืนป่าต้นน้ำ ซึ่งบางครั้งได้ผลมากกว่ากฎหมายหลายฉบับรวมกัน
คืนนกยูงสู่ป่า อย่างมีวิทยาศาสตร์รองรับ
ในวันที่ 31 มกราคม 2568 ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ นกยูง 9 ตัวที่ผ่านการตรวจโรค และยืนยันพันธุกรรมแล้วว่าเป็นนกยูงไทยแท้โดยทีมนักวิจัยจากคณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา ถูกปล่อยกลับคืนสู่ป่า เรื่องนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ ต้องใช้เวลาหลายปีในการวิจัยและเตรียมการ เนื่องจากการปล่อยนกยูงที่มีพันธุกรรมไม่บริสุทธิ์กลับคืนสู่ธรรมชาติ อาจจะกลายเป็นดาบที่มีคมทั้ง 2 ด้าน ย้อนมาทำลายประชากรของนกยูงไทยแท้ที่เหลืออยู่ได้มากกว่าการล่าเสียอีก นี่คือสิ่งที่วิทยาศาสตร์ทำได้
.jpg)
เมื่อศัตรูกลายมาเป็นมิตร ที่หล่อเลี้ยงชุมชน
การอนุรักษ์ที่ยั่งยืน จำเป็นต้องให้ชุมชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์จริง ไม่ใช่แค่แบกภาระ โครงการจึงพัฒนาแบรนด์ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ยึดโยงกับอัตลักษณ์ของนกยูง ทั้ง “ข้าวหอมนกยูง” และผลิตภัณฑ์สมุนไพรท้องถิ่น ทำให้นกยูงกลายเป็น “ทรัพยากร” ในแง่เศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่ “ภาระ” ที่ชาวบ้านต้องทนแบกรับมันไว้
กิจกรรม “สร้างป่า สร้างรายได้ เพาะเห็ดโต่งฝน” เปิดให้ชุมชน เข้าไปดูแลป่า ซึ่งที่เป็นที่อยู่ของนกยูงและเก็บเกี่ยวผลผลิตจากป่าได้อย่างถูกกฎหมาย พิสูจน์ว่า “ป่าที่มีนกยูงอยู่นั้นมีมูลค่ามากกว่าป่าที่ถูกแปลงเป็นไร่ สวน”
.jpg)
เด็ก ๆ กับอนาคตของนกยูง
ย้อนไปเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ที่ TK Park จังหวัดพะเยา เยาวชนอายุ 15-18 ปี รวมตัวกัน เข้าร่วมกิจกรรม “เปิดโลกนกยูงไทย และการอนุรักษ์” เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างนกยูงไทยและนกยูงอินเดีย เรียนรู้ว่าทำไม DNA ถึงสำคัญ ทำไมนกยูงอินเดียที่หน้าตาคล้ายกัน จึงเป็นภัยคุกคามต่อนกยูงสายพันธุ์ไทยแท้ และอะไรคือสิ่งที่คนรุ่นนี้จะต้องสืบทอดต่อ เมื่อเด็กรุ่นใหม่เริ่มเข้าใจว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของนักวิทยาศาสตร์หรือเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ แต่เป็นเรื่องของทุกคนในจังหวัดพะเยา” นั่นคือรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดของคำว่า “อนุรักษ์” อย่างแท้จริง
.jpg)
จากพะเยา สู่แผนที่โลก
นกยูงเขียวไม่ได้มีความสำคัญแค่ในไทยเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมล้านนาที่มองนกยูงว่าเป็นปางหนึ่งของพระพุทธเจ้า และสอดคล้องกับความเชื่อในสิบสองปันนา ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน ที่ประกาศตนเป็น “เมืองนกยูง” มาช้านาน
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยพะเยา จึงพัฒนาแนวคิด “พะเยา มหานครนกยูงโลก”เชื่อมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเข้ากับเส้นทางสายไหมสมัยใหม่ พร้อมจัดทำหนังสือ “ฐานที่มั่นสุดท้ายนกยูงไทย” ใน 3 ภาษา ได้แก่ ไทย จีน และอังกฤษ เพื่อสื่อสารสถานการณ์ของนกยูงไทยสู่สายตาโลก
.jpg)
ความรับผิดชอบที่ใหญ่กว่าพรมแดน
งานที่มหาวิทยาลัยพะเยากำลังทำอยู่นี้ ไม่ใช่แค่โครงการวิจัยในหลักสูตร แต่คือการรับผิดชอบต่ออนาคตของสายพันธุ์หนึ่ง ที่ทั่วโลกไม่มีใครทำแทนได้ ทุกครั้งที่นกยูงตัวหนึ่งถูกปล่อยกลับสู่ป่าหลังผ่านการตรวจ DNA แล้ว ไม่ได้เป็นแค่นกตัวหนึ่ง แต่คือชิ้นส่วนหนึ่งของปริศนาทางวิวัฒนาการที่มนุษย์เกือบทำให้หายไปตลอดกาล และกำลังพยายามต่อกลับคืนมา จังหวัดพะเยาไม่ได้เป็นแค่จังหวัดเล็ก ๆ ทางภาคเหนือ ที่มีกว๊านพะเยา พะเยาคือความหวังสุดท้ายของนกยูงไทย

ข้อมูล: ดร.วนิดา อภิธนาพงศ์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พันธภรณ์ สุภัคกาญจน์กุล อาจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ นักวิจัยโครงการนกยูง
เขียน/เรียบเรียง: บรรเจิด หงษ์จักร นักประชาสัมพันธ์ งานสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยพะเยา