เมื่อไม่นานมานี้ได้ไปเจอเรื่องที่น่าสนใจอยู่ในเว็ปไซต์ของมหาวิทยาลัยพะเยาอยู่เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของความภาคภูมิใจ ที่นิสิตจากสถาบันแห่งนี้ ไปแข่งขันในระดับประเทศ และได้รับรางวัลกลับมา ถ้าเล่าแบบตรง ๆ ก็คือ มีทีมเล็ก ๆ จากมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด เดินทางเข้ากรุงเทพฯ แบกโปรเจกต์ที่ทีมเชื่อว่า มันดีมาก ๆ และยืนรอฟังผลในฐานะ “ทีมที่ 13 จากทั้งหมด 15 ทีมทั่วประเทศ” บนเวทีแข่งขันในระดับประเทศ
จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้มาจากห้องเรียน
พอได้นั่งอ่านข่าวนี้ ก็เริ่มมีคำถามตามมามากมาย หนึ่งในคำถามนั้นคือ ทำไมเลือกโปรเจกต์ “มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ?” เพราะว่า เราไม่คิดว่าเด็ก IT จะมาทำโปรเจกต์ด้านการแพทย์แบบนี้ และมันฟังดูเหมือนเป็นการเลือกแบบสุ่ม ๆ หรือเลือกเพราะชื่อของโปรเจกต์นี้มันซับซ้อนดี แต่จริง ๆ แล้วคำตอบมันเรียบง่ายกว่านั้นมาก และอาจจะน่าประทับใจกว่าด้วย
ทุกอย่างมันเริ่มจาก “โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพะเยา” จากแพทย์เฉพาะทางที่กำลังแบกรับปัญหาผู้ป่วยเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ทุกวัน นั่นคือ ภาระงานที่ล้นมือ และความล่าช้าในการอ่านผลวินิจฉัยจากภาพถ่าย MRI
น้องนภสร ใจซื่อ นิสิตชั้นปีที่ 3 สาขาวิทยาการข้อมูลและการประยุกต์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยพะเยา หนึ่งในสมาชิกหลักของทีมเล่าให้ฟังว่า อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นคนเปิดประตูโปรเจกต์นี้ขึ้นมา โดยทำงานร่วมกับแพทย์เฉพาะทางที่ต้องการคนมาช่วย “แก้ปัญหา” ไม่ใช่แค่ “ทำงานวิจัย”
สาเหตุที่เริ่มจากโรคนี้ ก็เพราะเรามีหมอที่คอยยืนยันผลให้ได้ และที่สำคัญคือเรามีข้อมูลอยู่ในมือแล้ว
นภสรอธิบายเพิ่มเติม
ฟังดูแล้วเป็นเรื่องของการวางแผน แต่สำหรับคนที่ทำงานด้านข้อมูล ทุกคนรู้ดีว่า “มีข้อมูลอยู่ในมือ” และสำหรับน้องนภสรและทีมแล้ว ความรู้สึกตอนแรกที่ได้รับมอบหมายโปรเจกต์นี้ไม่ใช่ความตื่นเต้น แต่คือ ความรู้สึกเป็นเกียรติ
“พวกหนูรู้สึกว่าการได้ช่วยเหลือแพทย์ ก็เหมือนกับได้ช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยค่ะ” นภสร
ประโยคสั้น ๆ แต่มันบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับทีมนี้ได้ดีมากพอสมควร พวกเขาไม่ได้มองโปรเจกต์นี้เป็นแค่ผลงานวิชาการ แต่มองว่ามันคือโอกาสที่จะทำให้หลาย ๆ คนในโรงพยาบาลแห่งนี้ ได้รับผลวินิจฉัยที่เร็วขึ้นกว่าเดิม
AI ที่อธิบายได้ใน 10 วินาที
ก่อนจะพูดถึงเรื่องการแข่งขัน ขอหยุดตรงนี้สักครู่นะครับ เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ได้ยินคำว่า “แพลตฟอร์ม AI เพื่อการวินิจฉัยมะเร็ง” แล้วรู้สึกว่ามันฟังดูไกลตัว มีเทคนิคเฉพาะทางที่มากมาย และไม่รู้ว่า จะเข้าใจยังไงดี
น้องนภสร อธิบายได้ง่ายกว่านั้นมาก
ให้ลองจิตนาการถึงตอนที่เราหรือคนใกล้ชิดต้องไปเอกซเรย์ที่โรงพยาบาล แล้วต้องนั่งรอผล รู้สึกอย่างไรบ้าง? ต้องมีทั้งความกังวล และการรอคอยเพื่อฟังผลเป็นเวลานาน เพราะหมอต้องอ่านฟิล์มทีละใบ ทีละคน ในขณะที่คิวผู้ป่วยยาวไม่หยุด
สิ่งที่ JIxSAW Health (ชื่อทีม) กำลังทำคือการส่ง AI เข้าไปช่วยตรงจุดนั้น ช่วยอ่านภาพ MRI วินิจฉัย และระบุระยะของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ จากที่หมอต้องใช้เวลาหลายสิบนาทีต่อเคส AI ของพวกเขา เหลือเพียงหลักสิบวินาที
หมอไม่ได้หายไปไหน แค่มีผู้ช่วยที่ไม่เหนื่อย ไม่เพลีย และอ่านฟิล์มได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ทีมที่ต่างวัย ต่างความคิด แต่กำลังเดินไปในทางเดียวกัน
สมาชิกหลักของ JIxSAW Health ประกอบด้วย น้องนภสร ใจซื่อ และ น้องอาทิตยา บุญแจ่ม นิสิตชั้นปีที่ 3 จากคณะ ICT และอีกคนคือน้องเล็กสุดในทีมคือ น้องกิตติพัฒน์ ยอดเพ็ชร นักเรียนจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา
พอได้ยินชื่อ และรู้ว่ามีนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาอยู่ในทีมด้วย หลายคนอาจนึกภาพว่า น้องมัธยมคงเป็นแค่ “ตัวเสริม” ที่ถูกพาเข้ามาร่วมทีม แต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย และน้องนภสร ก็ยอมรับตรง ๆ ว่าช่วงแรกเธอ “ทำตัวไม่ถูก” อยู่เหมือนกัน
การทำงานกับคนเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับหนู เพราะทุกคนมีความคิดเป็นของตัวเอง อาจจะโต้เถียงกันบ้าง แต่สุดท้ายก็เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด
สิ่งที่เธอไม่ได้คาดคิดมาก่อน คือการที่น้องมัธยมจะเข้ามาร่วมในทีมด้วย แต่พอมาร่วมทีมแล้วมันกลับทำให้มุมมองของชิ้นงานดูกว้างขึ้น ในแบบที่คนสายเทคโนโลยีคนเดียวอาจไม่มีวันนึกถึง ความกระตือรือร้น ไอเดียแปลกใหม่ และมุมมองที่ไม่ได้ถูกกรอบด้วยวิชาการปิดไว้ กลายเป็นสิ่งที่ทีมต้องการพอดี
สุดท้ายแต่ละคนลงตัวในบทบาทของตัวเอง น้องจากโรงเรียนสาธิต ม.พะเยา ดูแลฝั่งการตลาด เพื่อน ๆ เบื้องหลังรับผิดชอบงานด้านเทคโนโลยี ส่วนนภสรทำหน้าที่ “มองภาพรวม” ของทั้งหมด ฟังดูแล้วเป็นการทำงานที่ระบบมาก ๆ ใช่ไหมครับ แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ ต้องผ่านการโต้เถียงกันในทีมมาพอสมควรด้วยเช่นกัน และนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้งานออกมาดีได้
บทเรียนที่ไม่มีในหลักสูตร
เวที UBI-Alpha: Business Contest 2026 ไม่ได้ถามว่าโมเดล AI แม่นยำแค่ไหน แต่ถามว่า ถ้าจะเอาสิ่งนี้ไปขาย จะขายยังไง?
นั่นคือจุดที่ทีมนักพัฒนาต้องคิดหนักเป็นพิเศษ เพราะทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลและการเขียนโค้ด มันไม่ได้ช่วยตอบคำถามเรื่องต้นทุน กำไร หรือจุดคุ้มทุนเลยแม้แต่น้อย
ปกติสายวิทย์-เทคโน จะคิดแบบเป็นขั้นตอน Step 1 2 3 แต่การทำธุรกิจเริ่มจาก Pain Point ซึ่งงานของหนูก็เริ่มมาจากปัญหาของคุณหมออยู่แล้ว แต่เรื่องที่ยากคือการขาย เพราะมันไม่ได้ง่ายเหมือนขายขนม 10 บาท มันคือการหาจุดคุ้มทุน คิดกำไรต้นทุน ซึ่งพวกหนูไม่ถนัดกันเลยค่ะ
โชคดีที่ทีมไม่ได้สู้อยู่คนเดียว แต่มี “สถาบันนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยพะเยา” เข้ามาเป็นทีมพี่เลี้ยง และรุ่นพี่ที่เคยผ่านเวทีประเภทนี้มาก่อน เข้ามาช่วยเติมในส่วนที่ขาด มันเตือนทีมให้นึกถึงสิ่งที่หลายคนมักลืมไปว่า ความสำเร็จของทีม ไม่ได้เกิดจากตัวพวกเขาคนเดียว แต่มาจากระบบที่คอยประคับประคองอยู่เบื้องหลังด้วยเสมอ
วันแข่ง กับความกดดัน ที่เกือบจะกลืนกิน
เรื่องของตัวเลข มันก็มีพลังในการเล่าเรื่องอยู่เหมือนกันนะครับ และเลข 13 คือตัวเลขที่บีบหัวใจของทีมนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว
เพราะยิ่งดูทีมอื่นนำเสนอไปก่อนหน้าทีละทีม ๆ ทีมนี้ก็ยิ่งเกิดการเปรียบเทียบกับทีมของตัวเองและรู้สึกว่า “ทุกทีมทำได้ดีหมดเลย” จึงเกิดความกดดัน และนี้เองคือสิ่งที่ไม่มีอาจารย์ท่านไหนจะสามารถมาสอนได้ในห้องเรียน และมันจะรับมือยากกว่าทุกแบบทดสอบที่เคยเจอมา
คืนก่อนแข่ง ทีมซ้อมหนักมาก (ก.ไก่ล้านตัว) แต่น้องนภสรบอกว่า สิ่งที่สำคัญคือการได้พักผ่อนให้เพียงพอ ฟังดูเหมือนเรื่องเล็กน้อยสำหรับเรา แต่จริง ๆ แล้วมันคือวินัยที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามในวันก่อนแข่ง อีกวันถัดมาก็อยากรู้อีกว่าช่วงรอขึ้นเวทีเกิดอะไรขึ้นบ้าง น้องนภสรก็บอกว่า “พวกหนูแทบไม่คุยกันเลย ทุกคนต่างทำสมาธิกันเพราะพวกหนูเป็นคนสมาธิสั้นกันค่ะ” พร้อมเสียงหัวเราะที่ฟังดูผ่อนคลายกว่าบรรยากาศจริงในวันนั้นแน่นอน
"
และแล้ว ทีมที่ 13 ก็ถึงเวลาขึ้นเวที และกลับมาพร้อม รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในระดับประเทศ
"
ความฝันที่ใหญ่กว่าแค่รางวัล
ถ้าคิดว่าหลังจากคว้ารางวัลระดับประเทศมาได้แล้ว ทีมนี้คงพอใจและวางมือ แสดงว่าเราก็คิดผิดอย่างสิ้นเชิง
น้องนภสรพูดถึงอนาคตของแพลตฟอร์มนี้ไว้กว้างกว่าที่ใคร ๆ จะคิด เธออยากเห็นมันเข้าไปช่วยโรงพยาบาลทุกแห่งในประเทศไทย ไม่ใช่แค่มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ แต่ครอบคลุมทุกโรคที่ต้องอ่านฟิล์ม และจากนั้นยังต่อยอดไปถึงแชทบอทใน LINE โรงพยาบาล ระบบแจ้งเตือนนัดหมาย และแพลตฟอร์มสุขภาพอื่น ๆ อีกมาก
“นี่คือความฝันที่พวกหนูอยากให้เป็นไปได้จริงที่สุด”
คำนี้เมื่อเราฟังแล้วมันอาจจะรู้สึกว่ามันใหญ่โตเกินไปสำหรับนิสิตปี 3 และนักเรียนมัธยม แต่ถ้าย้อนกลับไปนึกถึงว่า พวกเขาเริ่มต้นจากปัญหาจริง ๆ ที่พวกเราทุกคนทั้งคุณหมอ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล รวมถึงผู้ป่วยกำลังเผชิญอยู่ในทุกแผนกของโรงพยาบาล และโปรเจกต์นี้ช่วยแก้ปัญหานี้ได้จริง ๆ ก็ยากที่จะบอกว่าฝันนั้นมันไกลเกินเอื้อม
ฝากถึงคนที่มีไอเดีย แต่ยังไม่กล้าลงมือ
ก่อนจบการสนทนา น้องนภสรทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง สั้น ๆ และเรียบง่าย แต่คำพูดนี้มันมาจากประสบการณ์จริงที่เธอเจอ ไม่ใช่จากโปสเตอร์แรงบันดาลใจ
ไม่ว่าตอนนี้เราจะแข่งแล้วแพ้ หรือเรียนแล้วได้เกรดที่ไม่ได้ดั่งใจ ก็อยากให้ทุกคนอย่ายอมแพ้ เพราะสักวันนึงมันจะมีวันของเรา ความพยายามไม่เคยทำร้ายใคร
ฟังดูมันเป็นคำพูดที่พูดกันบ่อยมาก แต่พอได้ยินจากคนที่เพิ่งผ่านเวทีระดับประเทศมาหมาด ๆ มันฟังดูแล้วมีน้ำหนักกว่าเดิมเยอะเลยครับ
และนั่นแหละ คือบทสรุปที่ดีที่สุดของทีม JIxSAW Health ในตอนนี้
ทีม JIxSAW Health ได้รับการสนับสนุนจาก ดร.กนกวรรธน์ เซี่ยงเจ็น คณะ ICT, รศ.ดร.วัชรภรณ์ ช่อลำเจียก คณะวิทยาศาสตร์ และ นพ.กฤติน นาราเวชสกุล โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพะเยา
บทสัมภาษณ์: นภสร ใจซื่อ นิสิตคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สาขาวิชาวิทยาการข้อมูลและการประยุกต์ ตัวแทนทีม JIxSAW Health
เขียน/เรียบเรียง: บรรเจิด หงษ์จักร นักประชาสัมพันธ์ งานสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยพะเยา